วรศิษฎ์เผยสวมสิทธิบัตรชมพูต่างด้าวมีจำนวนมาก จ่อขยายผล
วรศิษฎ์ยอมรับกรณีสวมสิทธิบัตรชมพูแรงงานต่างด้าวมีจำนวนมากเกินคาด เตรียมขยายผลทั่วประเทศ มุ่งเป้าตามล่า 3 กลุ่มผู้เกี่ยวข้องทั้งเจ้าหน้าที่ นายหน้า และเจ้าบ้าน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- วรศิษฎ์เผยเคสสวมสิทธิบัตรชมพูต่างด้าวมีจำนวนมาก ยังสรุปตัวเลขไม่ได้
- มุ่งเป้ากวาดล้างผู้ต้องหาตาม 7 หมายจับ แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก
- เผยค่านายหน้าพุ่งหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทตามประเภทของบริการ
- เตรียมบูรณาการข้อมูลร่วมกับกระทรวงแรงงานและหน่วยงานรัฐ
นายวรศิษฎ์เปิดเผยถึงสถานการณ์การกระทำความผิดเกี่ยวกับการสวมสิทธิบัตรประจำตัวแรงงานต่างด้าวสีชมพูว่า ขณะนี้พบการกระทำลักษณะดังกล่าวเป็นจำนวนมากทั่วประเทศ จนยังไม่สามารถระบุตัวเลขที่แน่ชัดได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลและเร่งตรวจสอบเชิงลึก
สำหรับแนวทางการดำเนินคดี เจ้าหน้าที่ได้ออกหมายจับไปแล้วจำนวน 7 หมายจับ โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มบุคคล 3 กลุ่มหลักประกอบด้วย
- กลุ่มที่ 1: เจ้าหน้าที่รัฐผู้เกี่ยวข้อง
- กลุ่มที่ 2: นายหน้าซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวการสำคัญ
- กลุ่มที่ 3: เจ้าบ้านที่ให้สถานที่พักอาศัยแก่แรงงาน
นายวรศิษฎ์ระบุเพิ่มเติมเกี่ยวกับพฤติการณ์ของกลุ่มขบวนการว่า แรงงานต่างด้าวบางรายที่เดินทางเข้ามาอาจไม่ได้ทราบรายละเอียดเชิงลึก แต่ถูกชักจูงจากนายหน้าที่มีการเรียกเก็บเงินและอ้างว่าจะดำเนินการให้เสร็จสรรพ ซึ่งกระบวนการที่มีความซับซ้อนนี้จำเป็นต้องอาศัยการสอบสวนข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
“บางครั้งกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่เข้ามา เขาไม่ได้รู้เรื่องอะไรเท่าไหร่ แต่นายหน้าก็บอกให้เขามา บอกว่า คุณจ่ายเงินแบบนี้ เดี๋ยวผมทำให้ กระบวนการที่ซับซ้อน ต้องมีการสอบสวนข้อมูลอย่างละเอียด”
ในประเด็นเรื่องค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ นายวรศิษฎ์เปิดเผยว่ากลุ่มนายหน้ามีการเรียกเก็บเงินค่าหัวตั้งแต่หลักหมื่นบาทไปจนถึงหลักแสนบาท ขึ้นอยู่กับประเภทของกรณีและความซับซ้อนของบริการ
การสวมสิทธิบัตรแรงงานต่างด้าวหรือที่เรียกกันทั่วไปว่าการใช้บัตรชมพู เป็นปัญหาเรื้อรังที่มักเชื่อมโยงกับขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติและการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ การที่ภาครัฐต้องบูรณาการหลายหน่วยงานเข้ามาร่วมมือกันสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของโครงข่ายนายหน้า ซึ่งหากไม่สามารถตัดวงจรทางเศรษฐกิจและเส้นทางการเงินได้ การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการหยุดยั้งขบวนการเหล่านี้ในระยะยาว
สำหรับการขยายผลไปยังกระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการรับขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว นายวรศิษฎ์มองว่าเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวพันกันโดยธรรมชาติ เนื่องจากกลุ่มบุคคลที่ถูกนำมาแอบอ้างมักเป็นเครือญาติหรือลูกหลานของแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งต้องอาศัยการแยกแยะสัดส่วนและการทำงานบูรณาการร่วมกันหลายฝ่าย
ทั้งนี้ การปฏิบัติงานกวาดล้างในช่วงที่ผ่านมาเกิดจากการสนธิกำลังกันหลายหน่วยงาน เช่น ฝ่ายปกครอง, ป.ป.ท., ปปง. และ ดีเอสไอ เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบเข้าถึงได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพสูงสุด
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น