Chrome Web Store พบปลั๊กอิน VPN ปอมกว่า 700 รายการ
ทีมวิจัยความปลอดภัย Socket เผยผลตรวจพบปลั๊กอิน VPN และ SOCKS5 บน Chrome Web Store กว่า 737 รายการแอบอ้างแบรนด์ดังและหลอกขายเซิร์ฟเวอร์ทิพย์

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ทีมวิจัย Socket ตรวจพบส่วนขยาย VPN และ SOCKS5 ปอมบน Chrome Web Store รวม 737 รายการ
- ปลั๊กอินเหล่านี้ถูกเผยแพร่ผ่านบัญชีนักพัฒนา 40 บัญชี และมียอดดาวน์โหลดรวมกันกว่า 75,486 ครั้ง
- มีการแอบอ้างโลโก้แบรนด์ VPN ชื่อดังถึง 274 รายการ เช่น NordVPN, Surfshark และ Proton VPN
- ช่องโหว่และการหลอกลวงรวมถึงการขายแพ็กเกจพรีเมียมที่ไม่มีเซิร์ฟเวอร์อยู่จริงและไม่มีการตรวจสอบสิทธิ์
การใช้งาน VPN เปรียบเสมือนการส่งข้อมูลผ่านท่อเข้ารหัสที่แคบ แทนที่จะปล่อยข้อมูลเครือข่ายออกสู่เว็บโดยตรง แต่หาก VPN นั้นกลายเป็นกับดักสำหรับขโมยข้อมูล ผู้ใช้ก็อาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่ร้ายแรง แทนที่จะได้รับการปกป้องตามที่คาดหวัง
ล่าสุด ทีมวิจัยภัยคุกคามจาก Socket ได้ทำการวิเคราะห์ส่วนขยายใน Chrome Web Store จำนวน 737 รายการที่อ้างตัวว่าเป็นผู้ให้บริการ VPN และ SOCKS5 proxy เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวออนไลน์ โดยพวกเขาพบทั้งแอปพลิเคชันที่เรียกเก็บเงินแต่ไม่มีเซิร์ฟเวอร์อยู่จริง ส่วนขยายที่แอบดักจับทราฟฟิกเพื่อติดตามกิจกรรม และความพยายามสวมรอยเป็นผู้ให้บริการ VPN รายใหญ่
Socket ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ระบุว่าส่วนขยายปลอมเหล่านี้ถูกปล่อยออกมาจากบัญชีนักพัฒนาทั้งหมด 40 บัญชี และกวาดยอดติดตั้งจากผู้ใช้บน Chrome Web Store ไปแล้วถึง 75,486 ครั้ง ก่อนที่บางส่วนจะถูกถอดออกไป

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
จากการตรวจสอบเชิงลึกในส่วนขยาย 525 รายการจากทั้งหมด (ส่วนที่เหลือถูกลบออกก่อนตรวจสอบ) นักวิจัยพบปัญหาสำคัญหลายประการที่น่ากังวล ดังนี้ครับ:
- มีส่วนขยาย 274 จาก 525 รายการที่ลอกเลียนแบบโลโก้และแบรนด์จากแพลตฟอร์ม VPN ชั้นนำ 66 แห่ง เช่น Proton VPN, Surfshark, NordVPN, ExpressVPN, CyberGhost และ TunnelBear
- ส่วนขยาย 2 รายการสวมรอยเป็น AmneziaVPN และ AntiZapret ซึ่งมักถูกใช้เพื่อหลบเลี่ยงการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ต
- ทุกส่วนขยายจะส่งทราฟฟิกไปยังพร็อกซี SOCKS5 แบบตายตัว โดยไม่มีฟีเจอร์แยกทราฟฟิก ทำให้กิจกรรมออนไลน์ทั้งหมดถูกส่งผ่านเซิร์ฟเวอร์เดียวกัน
- ส่วนขยาย 104 รายการใช้เทคนิค DNS-over-HTTPS เพื่อหลบเลี่ยงบล็อกลิสต์ของ Chrome
นอกจากนี้ ในส่วนของการสมัครสมาชิกแบบชำระเงินเพื่อเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัวในประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ แคนาดา ออสเตรเลีย และตุรกี ปรากฏว่าเซิร์ฟเวอร์เหล่านี้ไม่มีอยู่จริงเนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบ DNS ได้ รวมถึงไม่มีระบบตรวจสอบใบอนุญาตภายในว่าผู้ใช้ได้จ่ายเงินจริงหรือไม่
"If Chrome Web Store rejects this because of automatically opening links, we can replace it with a notification offering to go to the Telegram bot."
ไฟล์โค้ดที่พบในส่วนขยายปลอม
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าระบบคัดกรองของร้านค้าแอปพลิเคชันเบราว์เซอร์ยังคงมีช่องว่างที่ผู้ไม่หวังผลประสงค์ใช้ประโยชน์ได้ โดยใช้ต้นทุนเปิดบัญชีนักพัฒนาเพียงเล็กน้อยเพื่อสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง การอาศัยช่องว่างทางนโยบายและการสร้างความไว้วางใจปลอมๆ จึงเป็นกลยุทธ์ที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการเลือกใช้งานเครื่องมือความปลอดภัย
เพื่อความปลอดภัย ผู้ใช้ควรติดตั้งส่วนขยายผ่านลิงก์ตรงจากเว็บไซต์ทางการของผู้ให้บริการ VPN เท่านั้น อ่านรีวิวอย่างละเอียด และตรวจสอบประวัติบัญชีนักพัฒนาก่อนตัดสินใจดาวน์โหลดทุกครั้ง
ที่มา: Lifehacker
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น