ข้ามไปเนื้อหาหลัก

อาสาสมัครชาวอังกฤษรายแรกรับวัคซีนทดลองอีโบลาตัวใหม่ พัฒนาเสร็จใน 8 สัปดาห์

เอ็ด ฮันต์ วัย 37 ปี เป็นมนุษย์คนแรกของโลกที่ได้รับวัคซีนอีโบลาชนิดทดลอง ซึ่งใช้เทคโนโลยีเดียวกับวัคซีนโควิด-19

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
26 Jul 2026ที่มา: BBC Health3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)อัปเดตล่าสุด 04 Aug 2026
แชร์
อาสาสมัครชาวอังกฤษรายแรกรับวัคซีนทดลองอีโบลาตัวใหม่ พัฒนาเสร็จใน 8 สัปดาห์

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • เอ็ด ฮันต์ ชายชาวอังกฤษวัย 37 ปี เป็นอาสาสมัครคนแรกของโลกที่ได้รับวัคซีนอีโบลาทดลอง
  • วัคซีนนี้ใช้เทคโนโลยีเดียวกับวัคซีนโควิด-19 ของ Oxford-AstraZeneca
  • ทีมนักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดใช้เวลาพัฒนาวัคซีนนี้เพียง 8 สัปดาห์เท่านั้น
  • มีการผลิตวัคซีนเตรียมไว้แล้ว 600,000 โดสโดย Serum Institute ในประเทศอินเดีย

วงการแพทย์ก้าวไปอีกขั้นเมื่อ เอ็ด ฮันต์ ชายชาวอังกฤษวัย 37 ปี ก้าวขึ้นมาเป็นอาสาสมัครคนแรกของโลกที่เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสอีโบลาตัวใหม่แบบทดลอง โดยเจ้าตัวเผยว่ามีความตั้งใจอยากจะมีส่วนช่วยเหลือหลังจากได้ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดอันรุนแรงของโรคอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

วัคซีนตัวใหม่นี้ถูกพัฒนาขึ้นโดยทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ซึ่งใช้เวลาในการคิดค้นและพัฒนาอย่างรวดเร็วเพียงแค่แปดสัปดาห์เท่านั้น โดยอาศัยรากฐานจากงานวิจัยที่สะสมมานานหลายทศวรรษและการใช้เทคโนโลยีแบบเดียวกันกับวัคซีนโควิด-19 ของออกซ์ฟอร์ด-แอสตร้าเซนเนก้า ที่เคยถูกฉีดให้กับประชาชนหลายร้อยล้านคนทั่วโลกในช่วงการแพร่ระบาดใหญ่ที่ผ่านมา

8 สัปดาห์เวลาในการพัฒนาวัคซีน
600,000โดสที่ผลิตเตรียมไว้แล้ว

ศาสตราจารย์ เทเรซา แลมบ์ (Prof Teresa Lambe) ผู้นำทีมวิจัยวัคซีนอีโบลาแห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ยืนยันว่าการทดลองครั้งนี้จะไม่มีการฉีดเชื้อไวรัสอีโบลาเข้าร่างกายของผู้เข้าร่วมการทดลองแต่อย่างใด และโครงการนี้กำลังอยู่ระหว่างการคัดเลือกอาสาสมัครสุขภาพดีที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 55 ปี จำนวนทั้งหมด 50 คน

clinical trial volunteer medical injection

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

"เราจะไม่ให้ใครติดเชื้ออีโบลาในการทดลองนี้หรือการทดลองใดๆ ทั้งสิ้น"

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

Prof Teresa Lambe

สำหรับการแพร่ระบาดระลอกล่าสุดนี้มีสาเหตุมาจากสายพันธุ์บุนดิบูเกียว (Bundibugyo) ซึ่งปัจจุบันมีวัคซีนที่กำลังพัฒนาเพื่อรับมือสายพันธุ์นี้อยู่ 4 ตัว แต่ผลิตภัณฑ์จากออกซ์ฟอร์ดนี้นับเป็นตัวแรกที่ได้ก้าวเข้าสู่ขั้นตอนการทดลองในมนุษย์ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีวัคซีนที่ได้รับอนุญาตให้ใช้งานได้จริงสำหรับสายพันธุ์ซาอีร์ (Zaire) แล้วก็ตาม แต่มันไม่สามารถป้องกันสายพันธุ์บุนดิบูเกียวได้

การพัฒนาวัคซีนรับมือโรคอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูเกียวนับเป็นความท้าทายสำคัญ เนื่องจากเชื้อไวรัสอีโบลาแต่ละสายพันธุ์มีโครงสร้างทางพันธุกรรมและโปรตีนบนเปลือกผิวที่แตกต่างกัน ทำให้วัคซีนที่ออกแบบมาเพื่อสู้กับสายพันธุ์หนึ่งไม่สามารถคุ้มกันไวรัสอีกสายพันธุ์หนึ่งได้ การที่ทีมนักวิจัยนำเทคโนโลยี mRNA หรือแพลตฟอร์มไวรัลเวกเตอร์ที่เคยใช้สำเร็จกับวัคซีนโควิด-19 มาประยุกต์ใช้ จึงช่วยร่นระยะเวลาการพัฒนาวัคซีนโรคติดเชื้อรุนแรงอื่นๆ ให้สั้นลงได้อย่างมหาศาลจากเดิมที่เคยต้องใช้เวลาหลายปี

แผนการดำเนินงานลำดับถัดไปของทีมนักวิจัยจากออกซ์ฟอร์ดคือ การเริ่มต้นการทดลองขนาดเล็กครั้งที่สองในประเทศยูกันดา ตามด้วยการศึกษาเชิงประสิทธิภาพครั้งใหญ่ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก โดยในขณะนี้ สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย (Serum Institute) ได้ผลิตวัคซีนดังกล่าวออกมาแล้วจำนวน 600,000 โดส เพื่อรอคอยการนำไปใช้งานจริงทันทีหากผลลัพธ์การทดลองประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ในขณะที่สถานการณ์ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกเวลานี้มีรายงานผู้ติดเชื้อยืนยันแล้วมากกว่า 2,500 ราย และมีผู้เสียชีวิตทะลุ 1,000 ราย

ที่มา: BBC Health

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้