ไร้หลักฐานอิสระยืนยัน 'Oxevision' ช่วยเพิ่มความปลอดภัยผู้ป่วยจิตเวช
ผู้เชี่ยวชาญมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเผยในการไต่สวนคดีผู้เสียชีวิตในเอสเซกส์ ระบุงานวิจัยรองรับระบบตรวจจับด้วยอินฟราเรดในโรงพยาบาลยังมีไม่เพียงพอ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- การไต่สวน The Lampard Inquiry ตรวจสอบการเสียชีวิตของผู้ป่วยจิตเวชกว่า 2,000 รายในเอสเซกส์
- ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดพบงานวิจัย 45 ชิ้นที่ใช้รองรับระบบ Oxevision ขาดความเป็นอิสระ
- กลุ่มรณรงค์และทนายความของครอบครัวผู้สูญเสียชี้ระบบนำมาใช้โดยไม่มีหลักฐานรับรองความปลอดภัยที่ชัดเจน
การไต่สวนสาเหตุการเสียชีวิตของผู้ป่วยจิตเวชในสหราชอาณาจักรเปิดเผยประเด็นน่ากังวล เมื่อผู้เชี่ยวชาญระบุว่าไม่มีหลักฐานอิสระที่หนักแน่นเพียงพอจะยืนยันว่าระบบเฝ้าระวังผู้ป่วยที่ใช้งานอย่างแพร่หลายในแผนกจิตเวชสามารถยกระดับความปลอดภัยได้จริง การไต่สวนดังกล่าวจัดขึ้นโดย The Lampard Inquiry ซึ่งกำลังตรวจสอบการเสียชีวิตของผู้ป่วยจิตเวชมากกว่า 2,000 คนในพื้นที่เอสเซกส์ตลอดช่วงระยะเวลา 24 ปีที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ การไต่สวนได้หยิบยกข้อกังวลอย่างรุนแรงเกี่ยวกับการใช้งานเทคโนโลยี Oxevision ซึ่งทำหน้าที่ติดตามตัวผู้ป่วยภายในห้องพักโดยอาศัยเซ็นเซอร์อินฟราเรดและกล้องวงจรปิด โดยเทคโนโลยีนี้ปัจจุบันถูกใช้งานโดยร้อยละ 40 ของ NHS เมนทัลเฮลท์ทรักส์ทั่วประเทศ และทำหน้าที่ตรวจวัดอัตราการเต้นของชีพจรและการหายใจของผู้ป่วย
ในฝั่งของ LIO Health ผู้ให้บริการระบบ Oxevision ออกมาชี้แจงก่อนหน้านี้ว่า เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยในแผนกจิตเวชให้มีความปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่มีเทคโนโลยีอุปกรณ์ทางการแพทย์มาก่อนจนกระทั่งมี Oxevision พร้อมทั้งระบุว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นมีนัยสำคัญ โดยในทรัสต์แห่งหนึ่ง เทคโนโลยีดังกล่าวเคยช่วยเจ้าหน้าที่รับมือกับเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยไปแล้วถึง 1,453 ครั้งตลอดช่วงเวลา 4 ปี

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
อย่างไรก็ตาม ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ศาสตราจารย์ Christl Donnelly และ ดร. Maria Christodoulou จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ได้เข้าให้การต่อคณะไต่สวน หลังจากพวกเขาได้ทำการทบทวนงานวิจัยจำนวน 45 ชิ้นที่เคยถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างอิงในการผลักดันให้มีการนำ Oxevision มาใช้งานทั่วระบบ NHS นักวิชาการทั้งสองพบว่างานวิจัยบางชิ้นมีพนักงานของบริษัทผู้ผลิตเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย หรือยังมีความครอบคลุมไม่เพียงพอ
"งานวิจัยไม่ได้ให้หลักฐานอิสระที่หนักแน่นพอเกี่ยวกับการปรับปรุงความปลอดภัย การเป็นที่ยอมรับ หรือความคุ้มค่าด้านต้นทุนของผู้ป่วย"
Prof Christl Donnelly และ Dr Maria Christodoulou
การไต่สวนกรณี Oxevision นี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะมาใช้ในสภาพแวดล้อมทางการแพทย์ที่มีความเปราะบางสูง เช่น หอผู้ป่วยจิตเวช แม้ว่าเทคโนโลยีจะช่วยลดภาระงานของบุคลากรได้ แต่มาตรฐานการประเมินทางคลินิก (Clinical Evaluation) และการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม (Randomized Controlled Trials) ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นว่านวัตกรรมนั้นปลอดภัยและเกิดประโยชน์จริงก่อนที่จะถูกนำไปปรับใช้ในวงกว้าง
ในขณะเดียวกัน นินา อาลี (Nina Ali) ทนายความจากสำนักงานกฎหมาย Hodge Jones & Allen ซึ่งเป็นตัวแทนของครอบครัวผู้สูญเสียมากกว่า 120 ครอบครัวในการไต่สวนครั้งนี้ ได้กล่าวแสดงความคิดเห็นสอดคล้องกับผลการศึกษาว่า สิ่งที่ได้รับฟังจากผู้เชี่ยวชาญแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าไม่มีหลักฐานที่มีความหมายหรือชัดเจนเพียงพอที่จะยืนยันว่าระบบดังกล่าวช่วยยกระดับความปลอดภัยหรือการดูแลผู้ป่วยได้จริง ด้านกลุ่มรณรงค์ Stop Oxevision ซึ่งรณรงค์คัดค้านมาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว ระบุว่าข้อค้นพบนี้สร้างความกังวลไม่ใช่แค่กับตัวเทคโนโลยีนี้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเด็นการขาดกฎระเบียบควบคุมที่ทำให้เทคโนโลยีไร้หลักฐานอิสระสามารถถูกนำมาติดตั้งใช้งานได้อย่างแพร่หลาย ทั้งนี้ การไต่สวนจะกลับมาดำเนินการอีกครั้งในเดือนตุลาคมนี้
ที่มา: BBC Health
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น