ข้ามไปเนื้อหาหลัก

4 เทคนิคตั้งค่าสมาร์ทโฟน ยืดอายุแบตเตอรี่ iOS และ Android

นิตยสาร Fast Company เผย 4 วิธีตั้งค่าสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ช่วยประหยัดแบตเตอรี่ให้อยู่ได้ตลอดวันโดยไม่ต้องพึ่งโหมดประหยัดพลังงาน

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
22 Aug 2026ที่มา: Thairath Lifestyle3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
4 เทคนิคตั้งค่าสมาร์ทโฟน ยืดอายุแบตเตอรี่ iOS และ Android

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • จำกัดการรีเฟรชแอปเบื้องหลังเพื่อหยุดการดาวน์โหลดข้อมูลเงียบๆ
  • ตั้งค่าสิทธิ์เข้าถึงตำแหน่ง GPS ให้ทำงานเฉพาะเวลาใช้งานแอปเท่านั้น
  • ลดภาระหน้าจอด้วยโหมดมืด ปิด Always On Display และจำกัด 60Hz
  • สลับจากการใช้ 5G เป็น LTE หรือเปิดโหมดเครื่องบินเมื่ออยู่ในจุดอับสัญญาณ

นิตยสาร Fast Company เผยแพร่บทความแนะนำแนวทางการตั้งค่าสมาร์ทโฟน 4 จุดสำคัญ เพื่อช่วยยืดระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ให้อยู่ได้ตลอดวันโดยไม่ต้องพึ่งพาโหมดประหยัดพลังงาน โดยระบุว่าปัญหาแบตเตอรี่หมดเร็วในช่วงบ่ายไม่ได้เกิดจากความเสื่อมของตัวแบตเตอรี่ แต่มาจากการทำงานของบริการเบื้องหลังจำนวนมาก เช่น แอปที่เรียกใช้ระบบ GPS การดึงข้อมูลผ่านสัญญาณมือถือที่อ่อน และหน้าจอความละเอียดสูงพร้อมอัตรารีเฟรชสูง

เทคนิคแรกคือการจำกัดการรีเฟรชแอปเบื้องหลัง ซึ่ง Fast Company ชี้ว่าแอปส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องใช้ฟีเจอร์นี้ โดยเฉพาะแอปโซเชียลมีเดีย ช้อปปิ้ง และเกม ที่แอบใช้สิทธิ์ดาวน์โหลดโฆษณาและเนื้อหาในขณะที่วางเครื่องไว้เฉยๆ

  • iOS: ไปที่ Settings > General > Background App Refresh แล้วเปลี่ยนเป็น Wi-Fi Only หรือปิดทั้งหมดon ยกเว้นแอปอีเมลและแอปแชตที่จำเป็น
  • Android: ไปที่ Settings > Apps เลือกแอปที่ไม่จำเป็นทีละตัว เข้าไปที่ Battery และเปลี่ยนการใช้งานเบื้องหลังเป็น Restricted
mobile phone settings menu screen

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

เทคนิคที่สองคือการตรวจสอบสิทธิ์เข้าถึงตำแหน่ง เนื่องจาก GPS เป็นหนึ่งในชิ้นส่วนที่กินพลังงานสูงมาก เมื่อแอปเรียกใช้ตำแหน่งอย่างละเอียดทุกไม่กี่นาที ระบบจะดึงพลังงานอย่างรวดเร็ว วิธีแก้คือเข้าไปตั้งค่าความเป็นส่วนตัวด้านตำแหน่ง

  • iPhone: ไปที่ Privacy and Security ตามด้วย Location Services
  • Android: ไปที่ Settings เลือก Location แล้วเข้า App permissions

จากนั้นปรับแอปที่ไม่จำเป็นจาก Always เป็น While Using the App หรือปิดการใช้งาน และปิด Precise Location สำหรับแอปพยากรณ์อากาศหรือข่าวที่ต้องการทราบเพียงระดับจังหวัดเท่านั้น

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

เทคนิคที่สามคือการลดภาระของหน้าจอซึ่งเป็นฮาร์ดแวร์ที่กินพลังงานสูงสุด โดยมีสามวิธีย่อยประกอบด้วยการเปิดโหมดมืด (Dark Mode) ซึ่งช่วยประหยัดพลังงานเฉพาะจอ OLED เนื่องจากพิกเซลสีดำสนิทจะไม่ใช้พลังงาน การปิด Always On Display บนเครื่องที่รองรับ และการจำกัดอัตรารีเฟรชหน้าจอไว้ที่ 60Hz สำหรับหน้าจอที่รองรับ 120Hz เพื่อลดการทำงานหนักของฮาร์ดแวร์แสดงผล

การทำความเข้าใจเรื่องการจัดการพลังงานของสมาร์ทโฟนช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งอุปกรณ์ให้เข้ากับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น การปิดฟีเจอร์ที่ไม่จำเป็นเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดแบตเตอรี่ แต่ยังช่วยลดการใช้งานอินเทอร์เน็ตมือถือเบื้องหลังและเพิ่มความเป็นส่วนตัวในการแชร์ตำแหน่งที่ตั้งอีกด้วย

เทคนิคสุดท้ายเกี่ยวข้องกับการเลือกใช้เครือข่าย โดย Fast Company ระบุว่าโมเด็ม 5G ใช้พลังงานมากกว่าโมเด็ม 4G หรือ LTE อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่สัญญาณ 5G ไม่เสถียร เช่น สนามบินหรือบนรถไฟ ผู้ใช้จึงควรตั้งค่าเครือข่ายให้สลับลง LTE อัตโนมัติหรือเลือกใช้ LTE เมื่ออยู่ในพื้นที่สัญญาณอ่อน

นอกจากนี้ ในวันเดินทาง ตัวการที่ทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วที่สุดมักเป็นสัญญาณมือถือที่อ่อน เพราะเครื่องจะพยายามเพิ่มกำลังส่งเพื่อติดต่อเสาสัญญาณ หากพบว่าสัญญาณเหลือเพียงขีดเดียวในพื้นที่อับสัญญาณ แนะนำให้เปิดโหมดเครื่องบินแล้วเปิด Wi-Fi กลับมาใช้งานแทน ซึ่งช่วยหยุดการค้นหาสัญญาณมือถืออย่างต่อเนื่องและประหยัดแบตเตอรี่ได้เป็นอย่างดี

ที่มา: Thairath Lifestyle

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้