David Gianotten จาก OMA ชี้บริบทท้องถิ่นคือหัวใจเมืองอนาคต
David Gianotten กรรมการผู้จัดการสำนักงานสถาปัตยกรรม OMA เผยวิสัยทัศน์การพัฒนาเมืองที่ยึดโยงกับบริบทท้องถิ่น พร้อมยกตัวอย่างโปรเจกต์ Bajes Kwartier

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- แนวคิดการพัฒนาเมืองต้องให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์และเงื่อนไขเฉพาะตัวของแต่ละพื้นที่
- โมเดลเมือง 15 นาทีอาจสร้างความท้าทายเรื่องราคาที่อยู่อาศัยที่พุ่งสูงขึ้นหากขาดกลไกควบคุม
- โปรเจกต์ Bajes Kwartier ในอัมสเตอร์ดัมรีไซเคิลวัสดุเก่าสูงถึง 98 เปอร์เซ็นต์
ในยุคปัจจุบัน การประเมินคุณภาพของเมืองไม่ได้ถูกวัดจากสิ่งที่เมืองสามารถผลิตได้อีกต่อไป แต่ถูกมองผ่านวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน โดย David Gianotten กรรมการผู้จัดการและสถาปนิกจากสำนักงาน OMA มองเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ผ่านการทำงานในเมืองต่างๆ เช่น อัมสเตอร์ดัม โรม และไทเป ซึ่งประเด็นเรื่องที่อยู่อาศัย การคมนาคม พื้นที่สาธารณะ และความหนาแน่น ล้วนเชื่อมโยงกับเงื่อนไขเฉพาะตัวของแต่ละพื้นที่อย่างแยกไม่ออก
สำหรับสถาปนิกชื่อดังรายนี้ คำถามสำคัญไม่ใช่การบังคับให้ทุกเมืองกลายเป็นเมือง 15 นาทีตามสูตรสำเร็จ แต่เป็นการพิจารณาว่าเงื่อนไขใดบ้างที่จะช่วยให้เมืองเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่งสาธารณะ จักรยาน ไปจนถึงที่อยู่อาศัยและสิ่งอำนวยความสะดวกในท้องถิ่น พร้อมกันนี้ยังต้องระมัดระวังผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะตามมาเมื่อการพัฒนาเหล่านี้เข้าไปถึงพื้นที่

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
การเชื่อมโยงการคมนาคมและสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่อาจส่งผลให้มูลค่าที่ดินปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการเข้าถึงและการมีที่อยู่อาศัยราคาประหยัด Gianotten จึงมองว่าโมเดลเมือง 15 นาทีควรถูกปรับให้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างพื้นที่ที่ชีวิตประจำวันมีความยั่งยืนและเชื่อมต่อกันได้ดีขึ้น แทนที่จะยึดติดกับรูปแบบตายตัว
แนวคิดเรื่องเมือง 15 นาที (15-minute city) เป็นแนวผังเมืองที่ได้รับความนิยมทั่วโลกในปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายให้ผู้อยู่อาศัยสามารถเข้าถึงบริการพื้นฐาน เช่น งาน โรงเรียน ร้านค้า และสวนสาธารณะ ได้ภายในเวลาเดินเท้าหรือปั่นจักรยาน 15 นาที อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญมักพูดถึงคือความเสี่ยงเรื่องการพัฒนาเมืองที่อาจนำไปสู่ภาวะการแบ่งแยกทางสังคมหรือการ gentrification ซึ่งทำให้คนท้องถิ่นดั้งเดิมไม่สามารถจ่ายค่าครองชีพในพื้นที่ที่พัฒนาแล้วได้
"I would say the real influence of architecture lies in bringing people together and initiating processes of change. Its limits begin when it assumes it can act alone."
David Gianotten
บทบาทของงานสถาปัตยกรรมจึงไม่ใช่การทำงานโดยลำพัง แต่เป็นการริเริ่มกระบวนการ สร้างแนวร่วม และทำให้ผู้คนสามารถจินตนาการถึงอนาคตทางเลือกใหม่ร่วมกันได้ ตัวอย่างเช่นโครงการปรับปรุงย่านที่อยู่อาศัยยุค 1960 ในกรุงไทเป ที่ OMA ได้รับมอบหมายโดยตรงจากผู้อยู่อาศัย โดยเน้นการรักษาคุณภาพชีวิตดั้งเดิมที่คนในชุมชนให้คุณค่า แทนที่จะรื้อถอนและสร้างใหม่ทั้งหมดตามใจผู้พัฒนา

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในด้านความหนาแน่นของเมืองอย่างอัมสเตอร์ดัม OMA ได้ดำเนินโครงการ Bajes Kwartier ซึ่งเป็นการแปลงโฉมเรือนจำเก่าให้กลายเป็นย่านที่พักอาศัยและพื้นที่ทำงาน โดยมีการนำวัสดุจากการรื้อถอนเช่นคอนกรีตและเหล็กเส้นกลับมาใช้ใหม่ถึง 98 เปอร์เซ็นต์ พร้อมจัดสรรพื้นที่ร้อยละ 30 ให้เป็นที่อยู่อาศัยเพื่อสังคม เพื่อป้องกันปัญหาการแบ่งแยกทางสังคมเมื่อเมืองมีความหนาแน่นเพิ่มขึ้น
ที่มา: designboom
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น