ข้ามไปเนื้อหาหลัก

Inherent เผย AI เพื่อนร่วมงาน Faraday โค่นโมเดลยักษ์

สตาร์ทอัพ AI ลอนดอน Inherent ก่อตั้งโดยอดีตศิษย์เก่า DeepMind ระดมทุน 50 ล้านดอลลาร์ เปิดตัว AI เอเจนต์ Faraday ที่สามารถทำซ้ำผลงานวิจัยได้เหนือกว่าโมเดลจาก Anthropic และ OpenAI

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
23 Aug 2026ที่มา: TechCrunch3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
Inherent เผย AI เพื่อนร่วมงาน Faraday โค่นโมเดลยักษ์

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • Inherent สตาร์ทอัพ AI จากลอนดอน ก่อตั้งโดยอดีตทีมงาน Google DeepMind
  • เพิ่งระดมทุนรอบ Seed ไปด้วยวงเงิน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อไม่นานมานี้
  • พัฒนา AI เอเจนต์ชื่อ Faraday ที่ออกแบบมาเพื่อการทำซ้ำงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์
  • อ้างว่าผลงานเหนือกว่าโมเดลขนาดใหญ่จาก Anthropic และ OpenAI ด้วยขนาดที่เล็กกว่ามาก

วงการปัญญาประดิษฐ์ต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวครั้งใหม่ เมื่อ Inherent สตาร์ทอัพสัญชาติอังกฤษที่ก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มอดีตนักวิจัยจาก Google DeepMind ออกมาประกาศความสำเร็จของระบบ AI เอเจนต์รุ่นใหม่ล่าสุดในชื่อ Faraday ซึ่งบริษัทระบุว่าสามารถทำคะแนนแซงหน้าโมเดลขนาดใหญ่จากคู่แข่งชื่อดังอย่าง Anthropic และ OpenAI ในการทดสอบเฉพาะทางด้านการทำซ้ำงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้สำเร็จ แม้จะมีขนาดโมเดลที่เล็กกว่ามากก็ตาม

แม้ว่าก่อนหน้านี้ Inherent จะไม่ค่อยได้รับความสนใจจากสื่อมากนักหากเทียบกับสตาร์ทอัพรายอื่นๆ ที่ก่อตั้งโดยศิษย์เก่า DeepMind รายอื่น แต่ในขณะที่บริษัทคู่แข่งรายอื่นที่ได้รับเงินทุนหนาว่ายังไม่มีการเปิดเผยผลงานที่เป็นรูปธรรม ทีมงานจากกรุงลอนดอนรายนี้กลับเริ่มทยอยเผยโฉมเทคโนโลยีที่พวกเขาซุ่มพัฒนาออกมาให้โลกได้เห็นแล้ว หลังจากที่เพิ่งประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมกวาดเงินลงทุนในรอบ Seed สูงถึง 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การที่สตาร์ทอัพขนาดเล็กสามารถเอาชนะโมเดลจากบริษัทยักษ์ใหญ่ได้ในงานเฉพาะทางอย่างการทำซ้ำผลงานวิจัย (Replicating Research) สะท้อนให้เห็นว่าประสิทธิภาพของ AI ในอนาคตอาจไม่ได้วัดกันที่จำนวนพารามิเตอร์หรือขนาดมหาศาลเสมอไป แต่วิธีการฝึกฝนและการออกแบบสถาปัตยกรรมเอเจนต์มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะงานด้านวิทยาศาสตร์ที่ต้องอาศัยความแม่นยำและการตรวจสอบย้อนกลับได้จริง ซึ่งถือเป็นโจทย์ยากที่โมเดลภาษาทั่วไปมักทำได้ไม่ดีนัก

ในด้านกระบวนการฝึกฝนระบบ ทางบริษัทระบุว่าการสอน AI ให้มีความเข้าใจในเรื่องของรสนิยมหรือการตัดสินใจเชิงลึกเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่ง จึงได้เลือกใช้เทคโนโลยีการเรียนรู้แบบเสริมแรง (Reinforcement Learning) ซึ่งเป็นวิธีการให้รางวัลแก่ระบบ AI เมื่อได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง แทนการป้อนกฎเกณฑ์ตายตัวให้ระบบทำตาม แนวทางนี้ช่วยให้เอเจนต์มีความยืดหยุ่นสูงและสามารถปรับตัวเข้ากับงานวิจัยในหลากหลายสาขาวิทยาศาสตร์ได้ดีขึ้นในระยะยาว

artificial intelligence laboratory computer screens technology

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

Edward Hughes หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Inherent ได้อธิบายถึงแนวคิดเบื้องหลังการพัฒนา AI ตัวนี้ว่า บริษัทพยายามหลีกเลี่ยงการสร้าง AI ชนิดที่คอยแต่จะพูดเอาใจผู้ใช้งานเพื่อตอบสนองความต้องการ แต่กลับมุ่งเน้นไปที่การสร้างเพื่อนร่วมงานในอุดมคติที่เขากล่าวว่าเปรียบเสมือนเพื่อนร่วมทีมที่เดินมาบอกว่าตนเองเกิดความสงสัยในเรื่องบางเรื่อง จึงลองแวะไปทำชุดการทดลองนี้มา พร้อมกับนำผลลัพธ์ที่ได้มาปรึกษากับทีมงานว่ามีความคิดเห็นอย่างไร

"ผมเกิดความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ และผมก็ลองแวะไปทำชุดการทดลองเหล่านี้มา คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับผลลัพธ์เหล่านี้บ้าง"

Edward Hughes

ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ Inherent ในการพิสูจน์ศักยภาพของทีมงานระดับอดีตนักวิจัย DeepMind ที่ผันตัวมาสร้างนวัตกรรมของตนเอง และยังเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าแนวทางการพัฒนา AI เอเจนต์ที่เน้นความสามารถในการคิดวิเคราะห์และลงมือปฏิบัติจริงแบบสมาคมนักวิทยาศาสตร์กำลังกลายเป็นสนามแข่งรอบใหม่ที่น่าจับตามองในแวดวงปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก

ที่มา: TechCrunch

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้