ยกระดับรปภ.สูงสุด 3 จว.-4 อำเภอ สงขลา สู่ขั้นเผชิญเหตุ
ฝ่ายปกครองสั่งยกระดับความปลอดภัยสูงสุดระดับ 3 ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา พร้อมเรียกรวมกำลังพลรับมือเหตุ 24 ชม.

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ยกระดับความปลอดภัยขั้นสูงสุดตามแผนระดับ 3 (ขั้นเผชิญเหตุ) ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา
- สั่งเรียกรวมกำลังพลกลับที่ตั้ง พร้อมงดลาพักและตรวจความพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ทันที
- บูรณาการกำลังพลฝ่ายพลเรือน ทหาร และตำรวจ ดูแลสถานที่สำคัญและจุดชุมนุมชน
- กำชับให้ข้าราชการฝ่ายปกครองทุกระดับเปิดการสื่อสารตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อรายงานด่วน
กระทรวงมหาดไทยและฝ่ายปกครองได้ออกคำสั่งด่วนให้ปลัดจังหวัดและนายอำเภอในพื้นที่เสี่ยงภัย ดำเนินการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล จนถึงหมู่บ้าน เพื่อรับมือกับสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่อาจเกิดขึ้น โดยเน้นย้ำความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพลเป็นสำคัญที่สุด พร้อมสั่งการให้ทุกหน่วยเตรียมความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และบางอำเภอของจังหวัดสงขลา
ในระดับจังหวัด ปลัดจังหวัดได้รับคำสั่งให้ยกระดับการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดตามแผนระดับ 3 หรือขั้นเผชิญเหตุ พร้อมทั้งให้เรียกรวมกำลังพลของหน่วยกลับเข้าที่ตั้งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ทันที มีการพิจารณางดลาพักและงดลา รวมถึงการตรวจสอบความพร้อมของอาวุธยุทโธปกรณ์ วัสดุอุปกรณ์ และยานพาหนะให้พร้อมใช้งาน นอกจากนี้ยังต้องเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลสถานที่สำคัญ สถานราชการ และพื้นที่ที่มีประชาชนรวมตัวกันหนาแน่น

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
สำหรับระดับอำเภอ นายอำเภอในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ (ผอ.ศปก.อำเภอ) ต้องบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างฝ่ายพลเรือน ฝ่ายทหาร และเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยใช้แผนรักษาความปลอดภัยอำเภอและแผน รปภ.เมือง พร้อมทั้งเรียกรวมกำลังพลและยกระดับมาตรการในพื้นที่เสี่ยงอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน
การประกาศยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยสู่ 'ขั้นเผชิญเหตุ' (แผนระดับ 3) ในพื้นที่ชายแดนใต้และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลาสะท้อนถึงการประเมินสถานการณ์ความมั่นคงที่ต้องเพิ่มความเข้มงวดเป็นพิเศษ การบูรณาการกำลังพลทั้งฝ่ายปกครอง ทหาร และตำรวจ รวมถึงการงดลาพักและการสื่อสารตลอด 24 ชั่วโมง เป็นหัวใจสำคัญในการลดช่องว่างและตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนในพื้นที่ท่ามกลางความท้าทายด้านความปลอดภัย
ในระดับตำบลและหมู่บ้าน ปลัดอำเภอหัวหน้าชุดคุ้มครองตำบล (หน.ชคต.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน จะต้องจัดกำลังออกลาดตระเวนและรักษาความสงบเรียบร้อยอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ใหญ่บ้านในฐานะผู้บังคับหมวดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) จะต้องนำกำลัง ชรบ. ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และอยู่เวรยาม ณ ป้อมรักษาการณ์ เพื่อตรวจสอบบุคคลและยานพาหนะที่เข้าออกหมู่บ้านอย่างเข้มงวด พร้อมประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงตลอดเวลา
สุดท้ายนี้ ข้าราชการฝ่ายปกครองทุกระดับได้รับการกำชับให้ธำรงการติดต่อสื่อสารตลอด 24 ชั่วโมง หากมีเหตุการณ์ความมั่นคงเกิดขึ้นในพื้นที่ จะต้องรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นทันที เพื่อให้สามารถประเมินสถานการณ์ สั่งการ และควบคุมเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น