ทบ. ปัดเฮลิคอปเตอร์ยิงวัยรุ่นจะแนะ ยันแค่ลาดตระเวน
พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก โต้ข่าว สส. อ้างเฮลิคอปเตอร์ยิงวัยรุ่นบาดเจ็บใน อ.จะแนะ เมื่อ 23 ส.ค. 2569 ยันไม่เป็นความจริง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ทบ. ปฏิเสธข่าวเฮลิคอปเตอร์ยิงวัยรุ่น อ.จะแนะ จ.นราธิวาส
- ยันเฮลิคอปเตอร์ในพื้นที่ชายแดนใต้ใช้ลาดตระเวนเท่านั้น
- เตือนระวังข้อมูลด้านเดียวสร้างความตื่นตระหนกและกระทบเจ้าหน้าที่
วันที่ 23 ส.ค. 2569 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ออกมาเปิดเผยถึงกรณีที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) รายหนึ่งโพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก โดยอ้างรายงานจากประชาชนในพื้นที่อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ว่ามีกลุ่มวัยรุ่นได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนที่ยิงมาจากเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งประเด็นดังกล่าวได้สร้างความสนใจให้กับสังคมเป็นอย่างมาก
พล.ต.วินธัย ยืนยันว่าข้อมูลที่มีการเผยแพร่นั้นไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ทั้งในมิติทางยุทธการและยุทธวิธี เนื่องจากภารกิจการใช้อากาศยานของกองทัพบกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีไว้เพื่อการลาดตระเวนและตรวจการณ์ทางอากาศเท่านั้น และไม่เคยมีการนำเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธมาใช้โจมตีเป้าหมายแต่อย่างใด

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในบริบทของสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การเผยแพร่ข่าวสารผ่านช่องทางออนไลน์มักมีความละเอียดอ่อนสูง การตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานความมั่นคงจึงเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันความเข้าใจผิดและการสร้างความตื่นตระหนกในสังคม ซึ่งกองทัพบกมักเน้นย้ำถึงการใช้กำลังภายใต้กฎหมายและหลักสากลเสมอ
สำหรับการใช้กำลังอาวุธต่อกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น โฆษกกองทัพบกชี้แจงว่าเจ้าหน้าที่ย่อมใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายเสมอ โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ต้องสงสัยตามหมายจับ หากไม่มีการต่อสู้ขัดขืนหรือใช้อาวุธทำร้ายเจ้าหน้าที่ ก็จะไม่มีการใช้อาวุธอย่างเด็ดขาด และการใช้อาวุธจะเกิดขึ้นเพื่อการป้องกันตัวภายใต้กรอบกฎหมายเท่านั้น
"การนำเสนอข้อมูลในลักษณะดังกล่าว นอกจากจะเป็นการสร้างกระแสข่าวที่ยังไม่ผ่านกระบวนการที่เหมาะสม และมีลักษณะเป็นข้อมูลเพียงด้านเดียวแล้ว ยังก่อให้เกิดความสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่ประสานงาน หรือสอบถามผ่านช่องทางทางการไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง"
พล.ต.วินธัย สุวารี
ทางกองทัพบกยังได้แสดงความกังวลว่า การนำเสนอข้อมูลที่ไม่ผ่านการตรวจสอบอาจนำมาซึ่งความตื่นตระหนกแก่ประชาชน และส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจรวมถึงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในช่วงภาวะวิกฤต พร้อมทั้งขอให้สังคมและผู้บริโภคสื่อพิจารณาด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากอาจเข้าข่ายการใช้กลยุทธ์สื่อสารเพื่อชี้นำสังคมและสร้างทัศนคติเชิงลบต่อหน่วยงานรัฐได้
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น