สหรัฐฯ จ่อตัดสัมพันธ์เศรษฐกิจอิหร่านครั้งใหญ่
Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุเตรียมใช้มาตรการกดดันทางการเงินขั้นสูงสุด พร้อมตัดประเทศที่ร่วมมือกับอิหร่านออกจากระบบการเงิน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Scott Bessent เผยสหรัฐฯ เตรียมตัดความสัมพันธ์เศรษฐกิจอิหร่านทุกด้าน
- เตือนชาติที่ทำธุรกรรมการเงินกับอิหร่านจะต้องถูกตัดขาดเช่นกัน
- อิหร่านปิดกั้นการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์
- สหรัฐฯ เตรียมแถลงรายละเอียดมาตรการเพิ่มเติมในวันจันทร์เวลา 13:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ Scott Bessent ประกาศเตรียมใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจครั้งรุนแรงที่สุดต่ออิหร่าน โดยเป้าหมายคือการตัดเส้นเลือดใหญ่ทางการเงินทั้งหมดที่หล่อเลี้ยงรัฐบาลเตหะราน มาตรการดังกล่าวถูกเปรียบเปรดเหมือนกับปฏิบัติการยกพลขึ้นบกทางเศรษฐกิจ หรือ economic D-Day ซึ่งสหรัฐฯ จะตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทุกรูปแบบและโดดเดี่ยวชาติใดก็ตามที่ยังคงร่วมมือทางการเงินกับอิหร่าน
ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยออกคำขู่หลายครั้งแต่กลับต้องเลื่อนกำหนดเส้นตายและเปลี่ยนท่าทีหลายรอบ ในขณะเดียวกัน ทางการอิหร่านได้ยกระดับความตึงเครียดด้วยการส่งคำเตือนไปยังเรือสินค้าไม่ให้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่ได้รับอนุญาต

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
สำหรับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอิหร่าน เป็นเส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติราวหนึ่งในห้าของโลก ทว่าเส้นทางดังกล่าวถูกอิหร่านปิดกั้นอย่างมีประสิทธิภาพนับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Bessent เปิดเผยแผนการดังกล่าวผ่านบทความแสดงความคิดเห็นใน Financial Times โดยระบุชัดเจนว่าวัตถุประสงค์หลักคือการโดดเดี่ยวอิหร่านจนกว่าจะยืนหยัดอยู่เพียงลำพัง
การใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจขั้นเด็ดขาดของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านสะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การใช้แรงกดดันสูงสุด (Maximum Pressure) ซึ่งเคยถูกนำมาใช้ในอดีตหลังจากการถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 การตัดความสัมพันธ์ทางการเงินไม่เพียงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในของอิหร่านเท่านั้น แต่ยังส่งแรงกระแทกไปยังห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบสัดส่วนสูงมาก การปิดกั้นเส้นทางนี้จึงกลายเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองและการทหารที่ทรงอิทธิพลของเตหะราน
ก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยขู่ว่าอารยธรรมทั้งหมดจะล่มสลายในคืนนั้น หากอิหร่านไม่ยอมตกลงยุติสงครามและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนที่สหรัฐฯ จะยอมลดท่าทีลงหลังจากปากีสถานเข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ยังเคยใช้มาตรการคว่ำบาตรธนาคารและบริษัทต่างชาติที่ทำธุรกิจกับเตหะรานมาแล้วในเดือนเมษายนปีนี้ หลังจากปฏิบัติการทางทหารไม่สามารถบีบให้อิหร่านยอมจำนนได้
"โลกควรเข้าใจว่าเป้าหมายของเราคือการตัดเส้นเลือดใหญ่ทางการเงินทุกเส้นที่ค้ำจุนรัฐบาลที่กดขี่ จนกว่าเตหะรานจะยืนหยัดอยู่เพียงลำพัง"
Scott Bessent
ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งด้านนโยบายคว่ำบาตรระหว่างสองประเทศย้อนกลับไปถึงยุคของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ซึ่งเคยบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ในปี 2015 โดยมีการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรแลกกับการจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ทว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ฉีกข้อตกลงดังกล่าวทิ้งในปี 2018 และนำมาตรการคว่ำบาตรกลับมาใช้อย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง
ที่มา: BBC Business
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น