OpenAI ครบรอบ 10 ปี จากอพาร์ตเมนต์สู่ผู้ใช้พันล้าน
ย้อนเส้นทาง 10 ปี OpenAI จากจุดเริ่มต้นในปี 2016 ที่มีคนกลุ่มเล็กๆ ในอพาร์ตเมนต์ สู่การสร้าง ChatGPT ที่มีผู้ใช้งานพันล้านคนต่อสัปดาห์

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- OpenAI เริ่มต้นในปี 2016 ด้วยทีมงานราว 11-12 คนในอพาร์ตเมนต์ของ Greg Brockman
- ใช้เวลาถึง 4 ปีครึ่งในการพัฒนาและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ตัวแรกสู่ตลาด
- ปัจจุบัน ChatGPT มีผู้ใช้งานสูงถึงหนึ่งพันล้านคนต่อสัปดาห์ทั่วโลก
- Sam Altman เผยบทเรียนจากการเดิมพันความเสี่ยงสูงตามกฎ Power Law
เช้าวันทำการแรกหลังปีใหม่ 2016 ทีมงานราว 11 ถึง 12 คนได้มารวมตัวกันที่อพาร์ตเมนต์ของ Greg Brockman โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนา Artificial General Intelligence (AGI) หรือปัญญาประดิษฐ์ที่มีความสามารถรอบด้านเทียบเท่ามนุษย์ ทว่าในช่วงเวลานั้น กลับไม่มีใครในห้องที่มีแผนงานที่ชัดเจนหรือรู้ว่าควรเริ่มต้นจากจุดใด แม้กระทั่งการหาไวท์บอร์ดมาใช้ระดมความคิดก็ยังต้องให้ Greg เป็นผู้จัดการ ก่อนที่บรรยากาศความกระตือรือร้นจะลดระดับลงอย่างรวดเร็วเมื่อทุกคนนั่งลงมองหน้ากัน
Sam Altman ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง OpenAI ได้ย้อนความทรงจำดังกล่าวผ่านพอดแคสต์ของ David Senra โดยระบุว่าเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนที่สุดในชีวิต ขณะที่ David Senra เจ้าของพอดแคสต์ Founders ซึ่งผ่านการอ่านชีวประวัติผู้ประกอบการมาแล้วกว่า 400 เล่ม ได้เลือกเจาะลึกไปที่กระบวนการตัดสินใจ การยอมรับความเสี่ยง และวิธีตัดใจของผู้นำ OpenAI แทนที่จะเป็นการสัมภาษณ์ในรูปแบบทั่วไป
ผ่านมาเป็นระยะเวลา 10 ปีนับจากวันนั้น ปัจจุบัน ChatGPT สามารถดึงดูดผู้ใช้งานได้ราวหนึ่งพันล้านคนต่อสัปดาห์ โดยมีหัวใจสำคัญคือการปล่อยผลิตภัณฑ์ออกไปเผชิญหน้ากับโลกความจริงเพื่อเรียนรู้จากข้อผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจปรับลดผลิตภัณฑ์ การขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล หรือเรื่องความปลอดภัย
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนเสียงสะท้อนจากลูกค้าในช่วงแรก คือการนำระบบ Reinforcement Learning (RL) มาใช้ฝึกโมเดลให้แข่งขันในเกม Dota 2 พร้อมกับสร้างตารางอันดับหรือ Leaderboard ให้ทีมวิจัยเห็นผลงานที่ชัดเจน ซึ่งช่วยให้ทีมนักวิจัยสามารถวัดผลและพัฒนาต่อยอดได้อย่างเป็นรูปธรรม หลังจากช่วงเวลาของการคลำทางอย่างสับสน OpenAI ก็ได้ค้นพบความก้าวหน้าครั้งสำคัญผ่านผลงานอย่างเปเปอร์ Unsupervised Sentiment Neuron, การพัฒนา GPT-1 ไปจนถึงตระกูล GPT รุ่นถัดๆ ไป และการค้นพบกฎการขยายขนาดโมเดล Scaling Laws

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
การเติบโตของ OpenAI สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการทำ R&D ควบคู่ไปกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งแตกต่างจากห้องวิจัยในอดีตอย่าง Bell Labs ที่พึ่งพารายได้จากกิจการโทรคมนาคม การที่ Sam Altman นำมุมมองแบบนักลงทุนประเภท Venture Capital มาปรับใช้ ทำให้กล้าตัดสินใจเดิมพันในเทคโนโลยีที่คนส่วนใหญ่มองว่ามีความเสี่ยงสูงแต่มีผลตอบแทนแบบ Power Law หากประสบความสำเร็จ
"หนึ่งในโมเมนต์ที่ ไม่รู้เลย ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ชัดที่สุดในชีวิต"
Sam Altman
ย้อนกลับไปในช่วงปี 2015 ซึ่งเป็นยุคที่ผู้คนในซิลิคอนวัลเลย์ต่างพากันอยากสร้างห้องวิจัยเทคโนโลยี Sam ได้เข้าขอคำแนะนำจากบุคคลสำคัญอย่าง Alan Kay แต่เนื่องจาก OpenAI ไม่มีแหล่งรายได้ที่มั่นคงเหมือนกับห้องวิจัยในอดีต ทีมงานจึงต้องเผชิญกับความยากลำบากในการระดมทุนซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์จากการเป็นนักลงทุนที่เคยเห็นโมเมนต์การตัดสินใจของบริษัทนับไม่ถ้วน ได้มอบชุดข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยให้เขาสามารถพาองค์กรก้าวผ่านช่วงวิกฤตและการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่มาได้
ในปัจจุบัน เวลาส่วนใหญ่ของ Sam จึงไม่ได้หมดไปกับการปรับปรุงฟีเจอร์ของผลิตภัณฑ์ แต่ทุ่มเทให้กับงานวิจัยและการขยายกำลังประมวลผล (Compute) ซึ่งเกี่ยวโยงตั้งแต่การออกแบบชิป ห่วงโซ่อุปทานโรงงานผลิตชิป ระบบไฟฟ้า ศูนย์ข้อมูล ไปจนถึงนโยบายภาครัฐ กลายเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่มีมูลค่ามหาศาลที่สุดแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์
ที่มา: Techsauce
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น