สจล. ปรับหลักสูตรให้นักศึกษาทำโปรเจกต์จริงตั้งแต่ปี 1
สจล. พัฒนาระบบนิเวศการศึกษา ปรับให้เด็กปี 1 ทำโปรเจกต์จริง ตอบโจทย์ AI และ Semiconductor พร้อมเผยผลงานจัดอันดับ ThaiTopU ประจำปี 2025 และ EduRank ประจำปี 2026

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- สจล. ปรับยุทธศาสตร์การเรียนรู้ให้นักศึกษาชั้นปีที่ 1 เริ่มทำโปรเจกต์จริงทันที
- ดันหลักสูตรตอบโจทย์เทคโนโลยีอนาคต เช่น AI, Semiconductor และ Data Center
- บัณฑิต สจล. ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามีอัตราการได้งานทำสูงถึง 85%
- ติดอันดับ 1 มหาวิทยาลัยรัฐที่นักเรียนอยากเรียนมากที่สุดจาก ThaiTopU ปี 2025
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เดินหน้ายุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยครั้งใหญ่ภายใต้แนวคิด Everywhere is our Living Lab เพื่อสร้างบัณฑิตนวัตกรที่มีศักยภาพสูงในการขับเคลื่อนประเทศ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน Talent and Innovation Infrastructure ให้ครอบคลุมทุกองค์ประกอบสำคัญ ทั้งหลักสูตร บุคลากร ห้องปฏิบัติการ และเครือข่ายอุตสาหกรรม เพื่อให้มหาวิทยาลัยเป็นแพลตฟอร์มสร้างคน เทคโนโลยี และธุรกิจนวัตกรรมไปพร้อมกัน
หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญคือการเปิดโอกาสให้นักศึกษาชั้นปีที่ 1 เริ่มต้นสร้างนวัตกรรมผ่าน Team Project โดยเปิดกว้างให้ผู้เรียนจากหลากหลายสาขาวิชาได้รวมทีมกันวิเคราะห์ปัญหา ประยุกต์ใช้ความรู้ ทดลองสร้างต้นแบบ และนำเสนอผลงานต่อผู้เชี่ยวชาญรวมถึงภาคอุตสาหกรรม ผลงานที่มีศักยภาพจะได้รับการต่อยอดเพื่อนำไปจัดแสดงในงาน KMITL Expo 2026 ต่อไป

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ผลจากการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้นี้ส่งผลให้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บัณฑิต สจล. มีอัตราการได้งานทำเฉลี่ย 85% สูงกว่าค่าเฉลี่ยภาวะการมีงานทำของบัณฑิตโดยรวมซึ่งอยู่ที่ 73.67% นอกจากนี้ ผลการจัดอันดับจาก ThaiTopU ประจำปี 2025 ยังระบุว่า สจล. เป็นมหาวิทยาลัยรัฐอันดับ 1 ที่นักเรียนอยากเรียนมากที่สุดใน 6 กลุ่มสาขา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ไอทีและเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาปัตยกรรมศาสตร์ โลจิสติกส์ รวมถึงเทคโนโลยีอาหาร อุตสาหกรรมเกษตร และอุตสาหกรรมอาหาร
ขณะเดียวกัน EduRank ประจำปี 2026 ได้จัดให้ สจล. เป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยใน 8 สาขา ได้แก่ วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมระบบอัตโนมัติและควบคุม เครือข่ายคอมพิวเตอร์ การจัดการฐานข้อมูล และ Computer Vision พร้อมคว้าอันดับ 2 ด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบภายใน และอันดับ 3 ด้าน UX/UI Design และ Animation
การปรับเปลี่ยนหลักสูตรให้มีการลงมือทำโปรเจกต์จริงตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 สะท้อนถึงการปรับตัวของสถาบันอุดมศึกษาไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคดิจิทัล ที่ไม่ได้มองหาแค่เกรดเฉลี่ยหรือทฤษฎีในตำราอีกต่อไป แต่ต้องการบัณฑิตที่มีทักษะการทำงานจริง (Practical Skills) และสามารถทำงานข้ามสาขาวิชาได้ทันทีที่จบการศึกษา ซึ่งช่วยลดช่องว่างระหว่างทักษะของบัณฑิตกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มุ่งเน้นการสร้างกำลังคนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ประเทศไทยกำลังต้องการกำลังคนเพิ่มขึ้น ได้แก่ AI และระบบอัตโนมัติ, Semiconductor และระบบอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล, Space Tech, พลังงานแห่งอนาคตจาก SMR รวมถึงอุตสาหกรรมสุขภาพ อาหาร คมนาคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านหลักสูตรอย่างวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์
"ในยุคที่องค์ความรู้สามารถเข้าถึงได้จากทุกที่ เหตุผลของการมาเรียนมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่เพียงการมาฟังบรรยาย แต่คือการได้เข้าถึงห้องปฏิบัติการ เครื่องมือ นักวิจัย ทีมข้ามศาสตร์ โจทย์จริงจากภาคอุตสาหกรรม และเครือข่ายระดับโลก"
รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน
นอกจากนี้ สจล. ยังขับเคลื่อนงานวิจัยภายใต้แนวคิด From Lab to Life เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยในมหาวิทยาลัยสู่การใช้งานจริง เริ่มต้นจากโจทย์ของประชาชนและภาคอุตสาหกรรม พัฒนาเป็นต้นแบบ ทรัพย์สินทางปัญญา และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจนวัตกรรม เพื่อสร้างคุณค่าและยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประเทศไทยในระยะยาว
ที่มา: Techsauce
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น