พินัยกรรมขอตายดี: สิทธิทางกฎหมายตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ
ทำความเข้าใจ Living Will หรือพินัยกรรมขอตายดี เอกสารทางกฎหมายตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 เพื่อการจากไปอย่างสมเกียรติ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- พินัยกรรมขอตายดีคือเอกสารตามมาตรา 12 พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550
- แตกต่างจากการุณยฆาตเพราะเป็นการปล่อยให้ชีวิตดับสูญตามธรรมชาติ
- ผู้ทำต้องมีอายุบรรลุนิติภาวะและมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ขณะทำพินัยกรรม
- สามารถระบุเงื่อนไขการปฏิเสธเครื่องมือยื้อชีวิตและการดูแลแบบ Palliative Care
พินัยกรรมขอตายดี หรือที่รู้จักกันในชื่อ Living Will คือเอกสารทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 เอกสารฉบับนี้เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถแสดงเจตนารมณ์ไว้ล่วงหน้าได้ในขณะที่ยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ว่าในยามที่ป่วยหนักจนไม่สามารถรักษาให้หายได้ หรืออยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต บุคคลนั้นไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยื้อการตายในวาระสุดท้ายเท่านั้น
หลายคนยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่าพินัยกรรมขอตายดีคือการเร่งให้เสียชีวิตหรือการุณยฆาต (Euthanasia) แต่ในความเป็นจริงทั้งสองแนวคิดนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงทั้งในแง่ของกฎหมายและหลักการทางการแพทย์
แนวคิดหลักของพินัยกรรมขอตายดีคือการปล่อยให้ชีวิตดับสูญไปตามธรรมชาติและปฏิเสธการยื้อด้วยเครื่องมือแพทย์ พร้อมเน้นการบรรเทาปวดด้วย Palliative Care ในขณะที่การุณยฆาตใช้สารเคมีหรือกระบวนการทางการแพทย์เพื่อเร่งให้เสียชีวิต และยังไม่มีกฎหมายรองรับในประเทศไทย
"การทำพินัยกรรมขอตายดี ไม่ใช่เรื่องของการแช่งตัวเอง หรือการยอมแพ้ต่อโรคภัย แต่คือการวางแผนชีวิตอย่างรอบคอบเพื่อคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์"
Thairath Lifestyle

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
สำหรับผู้ที่มีสิทธิทำพินัยกรรมนี้ได้แก่ประชาชนทุกคนที่อายุบรรลุนิติภาวะ (18-20 ปีขึ้นไปตามกฎหมาย) มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ รวมถึงผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องการทำ Advance Care Planning โดยในเอกสารจะต้องระบุข้อมูลส่วนตัว เงื่อนไขการรักษาที่ปฏิเสธ เช่น การปั๊มหัวใจ (CPR) การใส่ท่อช่วยหายใจ หรือการใช้ยากระตุ้นหัวใจ ตลอดจนความต้องการด้านการดูแลแบบประคับประคองและผู้แทนในการตัดสินใจ
การทำ Living Will หรือพินัยกรรมชีวิตถือเป็นเครื่องมือสำคัญในระบบสาธารณสุขสมัยใหม่ที่ช่วยลดภาระทางจิตใจของครอบครัวผู้ป่วยในวาระสุดท้าย การระบุความต้องการล่วงหน้าช่วยให้ทีมแพทย์สามารถปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล
ขั้นตอนการจัดทำเริ่มต้นจากการศึกษาข้อมูลและปรึกษาครอบครัว ร่างหนังสือแสดงเจตนาหรือใช้แบบฟอร์มของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ลงนามร่วมกับพยานอย่างน้อย 2 คน และนำสำเนาไปมอบให้โรงพยาบาลเพื่อบันทึกในระบบประวัติการรักษา (EHR)
ที่มา: Thairath Lifestyle
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น