จีนเตรียมปกป้องผลประโยชน์ หลังสหรัฐฯ ขยายคว่ำบาตรอิหร่าน
ปักกิ่งลั่นพร้อมปกป้องผลประโยชน์ของชาติ หลังสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านและคู่ค้า

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- สหรัฐฯ ประกาศขยายมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านและชาติคู่ค้า
- สกอตต์ เบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐฯ เตือนประเทศที่ร่วมมือกับอิหร่านจะถูกโดดเดี่ยว
- จีนยืนยันความร่วมมือกับอิหร่านถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศและพร้อมปกป้องสิทธิ์
- ความตึงเครียดนี้เกิดขึ้นก่อนหน้ากำหนดการพูดคุยระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง
รัฐบาลจีนออกโรงประกาศกร้าวเตรียมปกป้องผลประโยชน์ของตนอย่างเต็มที่ หลังจากที่ทางการสหรัฐอเมริกาได้เปิดเผยแผนการขยายมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ โดยพุ่งเป้าไปที่ประเทศอิหร่านรวมถึงบรรดาชาติคู่ค้าที่มีความสัมพันธ์ทางการค้าด้วย ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างความกังวลใจให้กับปักกิ่งในฐานะผู้ซื้อน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน แม้ว่าปริมาณการซื้อขายจะปรับตัวลดลงบ้างแล้วภายใต้มาตรการปิดล้อมท่าเรือของสหรัฐฯ
สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดเผยถึงมาตรการชุดใหม่นี้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา พร้อมกับส่งสัญญาณเตือนอย่างดุเดือดว่า ชาติใดก็ตามที่ยังคงจับมือทำธุรกิจหรือมีความร่วมมือทางการเงินกับอิหร่านจะต้องเผชิญกับการถูกโดดเดี่ยวจากเวทีโลก และย้ำชัดเจนว่าไม่มีใครสามารถหลบเลี่ยงบทลงโทษจากมาตรการคว่ำบาตรนี้ไปได้ แม้ว่าจะมีการตั้งคำถามถึงสถานะของธนาคารพาณิชย์จากประเทศจีนก็ตาม

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ทางด้านตัวแทนของทางการจีนได้ออกมาโต้แย้งว่า ความร่วมมือระหว่างปักกิ่งและเตหะรานนั้นดำเนินอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายระหว่างประเทศมาโดยตลอด จึงไม่ควรถูกแทรกแซงหรือขัดขวางจากชาติใด พร้อมกันนี้ยังมีรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมที่จะต่อสายตรงหาผู้นำประเทศต่างๆ เพื่อยื่นข้อเรียกร้องให้ยุติการติดต่อกับรัฐบาลอิหร่านอย่างเป็นทางการ
"ความร่วมมือระหว่างจีนและอิหร่านได้ดำเนินการมาโดยตลอดภายใต้กรอบของกฎหมายระหว่างประเทศและไม่ควรถูกแทรกแซงหรือขัดขวาง"
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน
สถานการณ์ความตึงเครียดครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญ เนื่องจากกำลังจะมีกำหนดการเจรจาระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ในช่วงเดือนหน้า ทำให้กรุงวอชิงตันต้องระมัดระวังต่อปฏิกิริยาตอบโต้ที่อาจเกิดขึ้นจากฝั่งปักกิ่ง เนื่องจากจีนกุมอำนาจการแปรรูปแร่หายากและแร่ธาตุสำคัญส่วนใหญ่ของโลก ซึ่งเป็นวัตถุดิบหัวใจสำคัญในการผลิตสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงหลากหลายชนิด
การที่สหรัฐฯ เพิ่มมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านและประเทศคู่ค้า ถือเป็นกลยุทธ์กดดันรอบด้านที่อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะประเด็นแร่หายาก (Rare Earths) ที่จีนเคยใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการค้ามาแล้ว การเผชิญหน้าระหว่างสองมหาอำนาจในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของอิหร่านโดยตรง แต่เป็นการวัดพลังทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระดับโลกที่ต้องจับตาดูท่าทีการเจรจาระหว่างผู้นำทั้งสองในเดือนหน้าอย่างใกล้ชิด
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลจีนได้มีการยกระดับการควบคุมการส่งออกแร่หายากไปแล้วส่วนหนึ่งจากการเจรจาการค้ารอบที่ผ่านมา ขณะที่แหล่งข่าวระบุว่าทางรัฐบาลปักกิ่งได้เตรียมแผนระยะเวลาสองปีเอาไว้ล่วงหน้าเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเมืองในลักษณะนี้โดยเฉพาะ
ที่มา: BBC World
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น