สตาร์ทอัพ Voice AI "Ringg" กวาดทุนเพิ่มจาก Peak XV
Ringg สตาร์ทอัพด้าน Voice AI ของอินเดีย ระดมทุน Series A เพิ่มอีก 10 ล้านดอลลาร์จาก Peak XV Partners ดันยอดระดมทุนรวมพุ่งสู่ 15.5 ล้านดอลลาร์ พร้อมขยายบริการสู่เวิร์กโฟลว์องค์กรที่ซับซ้อนขึ้น

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Ringg ระดมทุนรอบ Series A เพิ่มเติม 10 ล้านดอลลาร์จาก Peak XV Partners
- ยอดระดมทุนรวมของบริษัทปัจจุบันอยู่ที่ 15.5 ล้านดอลลาร์
- ปัจจุบันประมวลผลการโทรมากถึง 20 ล้านครั้งต่อเดือน
- ขยายบริการรองรับงานซับซ้อน เช่น การจองแพทย์และการยืนยันตัวตน
ตลาด Voice AI ในประเทศอินเดียกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยอ้างอิงข้อมูลจากผลการศึกษาของ Truecaller ระบุว่าผู้บริโภคชาวอินเดียมากกว่า 76% ยังคงชื่นชอบการพูดคุยกับธุรกิจผ่านทางโทรศัพท์ ช่องว่างนี้เองทำให้เกิดโอกาสมหาศาลในการนำระบบอัตโนมัติมาใช้จัดการงานบริการลูกค้าและการโทรติดต่อเชิงรุก
สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีเสียงอย่าง Ringg ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่ประมวลผลความพยายามในการโทรสูงถึง 20 ล้านครั้งต่อเดือน เชื่อมั่นว่าปริมาณการใช้งานจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า และความเชื่อมั่นนี้เองที่ผลักดันให้พวกเขาตัดสินใจระดมทุนรอบใหม่สำเร็จ
บริษัทเปิดเผยว่าในวันนี้พวกเขาได้รับเงินลงทุนจำนวน 10 ล้านดอลลาร์จาก Peak XV Partners ซึ่งเป็นการขยายวงเงินในรอบ Series A หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยระดมทุนไปได้ 5.5 ล้านดอลลาร์ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดระดมทุนรวมในรอบนี้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 15.5 ล้านดอลลาร์
จุดเริ่มต้นของ Ringg คือการเป็นสตาร์ทอัพผู้พัฒนาเทคโนโลยีแปลงข้อความ Text-to-speech ในชื่อ DesiVocal ทว่าการฝึกฝนโมเดลเสียงของตนเองมีต้นทุนที่สูงมาก ผู้ก่อตั้งจึงตัดสินใจปรับโมเดลธุรกิจขึ้นมาอีกระดับด้วยการสร้างตัวแทนเสียงปัญญาประดิษฐ์ หรือ Voice AI agents สำหรับภาคธุรกิจโดยเฉพาะ โดยมีฟินเทคสัญชาติอินเดียอย่าง Cred เป็นลูกค้ารายแรก ก่อนจะขยายฐานลูกค้าไปยังสตาร์ทอัพชั้นนำอย่าง Flipkart, Practo, Groww และ PolicyBazaar

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
"We are trying to position ourselves as a platform for agents that bring outcomes or get things done rather than voice agents for enterprises"
Tripathi
แม้ว่า Ringg จะยังคงให้บริการกรณีการใช้งานแบบง่ายๆ อยู่บ้าง แต่ปัจจุบันพวกเขาได้หันมามุ่งเน้นเวิร์กโฟลว์ที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจองนัดหมายสำหรับคลินิกสุขภาพ การกู้คืนตะกร้าสินค้าที่ถูกทิ้งร้างสำหรับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ รวมถึงขั้นตอนการเริ่มต้นใช้งานและการตรวจสอบยืนยันตัวตน หรือ KYC สำหรับแอปพลิเคชันด้านฟินเทค
การเปลี่ยนผ่านของสตาร์ทอัพด้าน Voice AI จากการเป็นผู้พัฒนาโมเดลพื้นฐานมาสู่การเป็นแพลตฟอร์มจัดการงานหรือ Orchestration layer สะท้อนให้เห็นว่ามูลค่าในตลาดซอฟต์แวร์องค์กรยุคปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่ตัวโมเดล AI เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการเชื่อมต่อเข้ากับกระบวนการทำงานจริงของธุรกิจและสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ซึ่งช่วยลดความซับซ้อนและต้นทุนในการพัฒนาให้กับองค์กรขนาดใหญ่ได้เป็นอย่างดี
ที่มา: TechCrunch
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น