กรณ์ จาติกวณิช ตั้ง 4 คำถาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน
กรณ์ จาติกวณิช อภิปรายในสภาฯ ค้าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ชี้เศรษฐกิจโตช้า 1.9% ไม่ใช่วิกฤตเร่งด่วน และการกู้เงินมากองไว้สร้างภาระดอกเบี้ย

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- กรณ์ จาติกวณิช อภิปรายค้าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แก้ไขวิกฤตพลังงาน
- ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วยคะแนน 7:2 ว่า พ.ร.ก. ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
- ชี้เป้าหมายติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านครัวเรือนไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
- เตือนรัฐบาลอย่านำเงินกู้มากองไว้เพราะจะสร้างภาระดอกเบี้ยมหาศาล
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นอภิปรายไม่เห็นด้วยกับการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 โดยระบุว่าแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยด้วยคะแนน 7:2 ว่า พ.ร.ก. ดังกล่าวไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่อำนาจในการพิจารณาความเหมาะสมยังอยู่ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคน
นายกรณ์ได้เสนอ 4 คำถามสำคัญที่สมาชิกรัฐสภาต้องร่วมกันพิจารณา เริ่มจากคำถามแรกคือปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นวิกฤตที่เสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศหรือไม่ โดยระบุว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้สะท้อนความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและเศรษฐกิจมหภาคหลายท่าน รวมถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งต่างมองว่าเศรษฐกิจยังเติบโตได้และยังไม่ถึงขั้นวิกฤตร้ายแรง อีกทั้งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานยังไม่มีแผนงานที่เป็นรูปธรรมชัดเจน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
สำหรับคำถามที่สอง นายกรณ์ได้เจาะลึกถึงปัญหาปากท้องของประชาชนในปัจจุบัน โดยระบุว่าปัญหาหลักมี 4 ประการ ได้แก่ เศรษฐกิจเติบโตในไตรมาส 2 เพียง 1.9% การขาดดุลการค้าบัญชีเดินสะพัด รายได้ค่าแรงของประชาชนในช่วงครึ่งปีแรกติดลบเกือบ 3% เมื่อหักลบกับเงินเฟ้อ และราคาสินค้าที่สูงขึ้นต่อเนื่อง พร้อมยืนยันว่ามาตรการกู้เงินก้อนนี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาโครงสร้างเหล่านี้ได้จริง
"สิ่งที่ไม่ควรทำและทำไม่ได้คือกู้เงินมากองไว้ จะเป็นภาระในแง่ดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องแบกเพิ่มเติม และไม่มีทางที่รัฐบาลจะสามารถดำเนินการได้ในระยะเวลาหนึ่งปีตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้"
ในส่วนของคำถามที่สามเกี่ยวกับความจำเป็นเร่งด่วน นายกรณ์ได้ยกตัวอย่างโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้ประชาชน 500,000 ถึง 1,000,000 ครัวเรือน ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าไว้ โดยชี้ให้เห็นสถิติว่าปีที่ผ่านมาทั้งประเทศติดตั้งไปเพียง 100,000 ครัวเรือน และคาดว่าปีนี้จะทำได้ราว 140,000 ครัวเรือน หากประเมินว่าปีหน้าทำได้ 200,000 ครัวเรือน รัฐบาลจะต้องใช้เวลาถึง 5 ปีจึงจะบรรลุเป้าหมายขั้นต่ำ สะท้อนว่าไม่มีความจำเป็นต้องรีบกู้เงินก้อนใหญ่มากองไว้ภายในกำหนดวันที่ 30 กันยายน 2570 ซึ่งจะสร้างภาระดอกเบี้ยโดยไม่จำเป็น
บทวิเคราะห์เพิ่มเติม: การอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทสะท้อนความขัดแย้งระหว่างความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นกับวินัยการเงินการคลังของประเทศ ในมุมมองเศรษฐศาสตร์มหภาค การกู้เงินจำนวนมากโดยไม่มีแผนการใช้จ่ายที่รวดเร็วและตรงจุดอาจทำให้เกิดสภาพคล่องส่วนเกินและเพิ่มต้นทุนทางการคลัง ขณะที่เป้าหมายด้านพลังงานสะอาดจำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่ต่อเนื่องมากกว่ามาตรการอัดฉีดเม็ดเงินกู้ในเวลาจำกัด
ปิดท้ายด้วยคำถามที่สี่เรื่องผลกระทบต่อสถานะการคลังของประเทศ นายกรณ์เตือนว่ากรอบวินัยการเงินการคลังตามกฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยรักษาสถานะทางการเงินของประเทศให้อยู่รอดปลอดภัยมาโดยตลอด การออก พ.ร.ก.กู้เงินจำนวนมหาศาลจึงต้องพิจารณาผลกระทบระยะยาวต่อความยั่งยืนทางการคลังของรัฐบาลอย่างรอบคอบ
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น