ข้ามไปเนื้อหาหลัก

โจทย์เศรษฐกิจไทย: เปลี่ยนทุน BOI 1.5 ล้านล้านเป็นขีดความสามารถ

คำขอรับการลงทุน BOI ครึ่งแรกปี 2026 ทะลุ 1.5 ล้านล้านบาท ดร.สันติธาร ชี้ไทยต้องเร่งเปลี่ยนเม็ดเงินสู่การเพิ่มผลิตภาพและสร้าง 3 สนามเศรษฐกิจใหม่

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
27 Aug 2026ที่มา: Techsauce4 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
โจทย์เศรษฐกิจไทย: เปลี่ยนทุน BOI 1.5 ล้านล้านเป็นขีดความสามารถ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • คำขอรับการส่งเสริมการลงทุน BOI ครึ่งแรกปี 2026 แตะ 1.5 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 40%
  • ไทยเผชิญความท้าทายจากสังคมสูงวัยและประชากรวัยทำงานที่ลดลง ดึง GDP หดตัวราว 1 จุดต่อปี
  • ดร.สันติธารเสนอโมเดลขับเคลื่อน 3 สนาม ได้แก่ เศรษฐกิจ AI, เศรษฐกิจอายุยืน และเศรษฐกิจสีเขียว
  • ยุทธศาสตร์สำคัญคือการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างทุนใหม่กับอุตสาหกรรมเดิมและแรงงานไทย

คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 พุ่งสูงแตะระดับราว 1.5 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นเกือบ 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ตัวเลขมหาศาลนี้เป็นเครื่องยืนยันชัดเจนว่าคลื่นลูกใหม่ของเศรษฐกิจกำลังเดินทางมาถึงประเทศไทยแล้ว ทว่าโจทย์ที่ท้าทายยิ่งกว่าคือประเทศจะบริหารจัดการอย่างไรกับโอกาสที่หลั่งไหลเข้ามานี้

ย้อนดูเส้นทางการเติบโตของประเทศไทยในอดีต มักพึ่งพาการเพิ่มปัจจัยการผลิตทั้งแรงงานและทรัพยากรเข้าสู่ระบบเป็นหลัก แต่โมเดลดังกล่าวปัจจุบันเผชิญทางตันเนื่องจากโครงสร้างสังคมสูงวัยและจำนวนประชากรวัยทำงานที่หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง หลายบทวิเคราะห์ประสานเสียงกันว่าปัจจัยนี้อาจฉุดรั้งการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือ GDP ให้ลดลงราว 1 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ประกอบกับบริบทโลกที่แบ่งขั้วและภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ไทยในฐานะเศรษฐกิจแบบเปิดต้องเร่งปรับตัวครั้งใหญ่

เมื่อการพึ่งพาจำนวนคนและทรัพยากรแบบเดิมใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป ทางออกเดียวที่เหลืออยู่คือการยกระดับผลิตภาพ หรือ Productivity ซึ่งนิยามในปัจจุบันกว้างไกลกว่าการทำของเดิมให้ดีขึ้น แต่หมายรวมถึงการทำสิ่งเดิมด้วยวิธีใหม่ และการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ตลาดโลกต้องการ ท่ามกลางความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก ดร.สันติธาร ชี้ว่าไทยมีความได้เปรียบเฉพาะตัวทั้งโครงสร้างพื้นฐานเดิมและความสัมพันธ์อันดีกับหลากหลายภูมิภาค ทำให้ประเทศมีศักยภาพในการวางตำแหน่งตนเองเป็นตัวเชื่อมที่โลกไว้วางใจ หรือ Trusted Connector

1.5 ลล.คำขอลงทุน BOI ครึ่งแรกปี 2026
+40%เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้า
1%GDP ที่อาจหายไปจากสังคมสูงวัย

เม็ดเงินลงทุน 1.5 ล้านล้านบาทในรอบครึ่งปีนี้ไม่ได้มีดีแค่ตัวเลข แต่ที่น่าสนใจคือองค์ประกอบที่ไหลเข้าสู่เศรษฐกิจใหม่ ทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI, อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, เศรษฐกิจสีเขียว และเทคโนโลยีหุ่นยนต์ นำมาสู่สองคำถามหลักที่ต้องตอบให้ได้พร้อมกันคือ ไทยจะทำอะไรให้เศรษฐกิจใหม่ และเศรษฐกิจใหม่จะทำอะไรให้ไทยกลับคืนมาบ้าง เพื่อตอบโจทย์ข้อแรก คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. ได้ร่วมมือกับภาคธุรกิจกำหนด 3 สนามอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่จะขับเคลื่อนทิศทางโลก

Bangkok government building

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

สนามแรกคือเศรษฐกิจ AI ซึ่งประเทศไทยสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้ง Data Center, เซนเซอร์, โฟโตนิกส์ และอิเล็กทรอนิกส์กำลังเข้ามาได้สำเร็จ แต่ในมุมมองของ ดร.สันติธาร มองว่าไทยอาจไม่ใช่ผู้เล่นที่จะไปแข่งขันสร้างโมเดลพื้นฐานระดับแนวหน้าหรือ Frontier Foundation Model ที่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล แต่โอกาสทองของไทยคือการเป็นผู้นำในชั้นการใช้งาน หรือ Application Layer โดยดึงเอาความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและชุดข้อมูลเชิงลึกในประเทศ เช่น การแพทย์ ท่องเที่ยว เกษตรกรรม และโลจิสติกส์ มาพัฒนาเป็นโซลูชันใช้งานจริง พร้อมผลักดันสตาร์ทอัพไทยให้เติบโตสู่ระดับสากล

การมุ่งเน้นที่ Application Layer ในอุตสาหกรรม AI ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาดและมีความเป็นไปได้สูงสำหรับประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากช่วยหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านทรัพยากรคำนวณหรือฮาร์ดแวร์ราคาสูงกับมหาอำนาจโลก แต่ใช้จุดแข็งด้านภาคบริการและข้อมูลเชิงลึกภาคสนามมาสร้างมูลค่าเพิ่มที่แตกต่างและเลียนแบบได้ยาก

สนามที่สองคือเศรษฐกิจอายุยืน หรือ Longevity Economy ซึ่งสอดรับโดยตรงกับวิกฤตสังคมสูงวัยที่กำลังกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ สินค้าและบริการสำหรับผู้สูงอายุเติบโตอย่างรวดเร็ว และประเทศไทยมีชื่อเสียงระดับโลกในด้านบริการสุขภาพ เวลเนส และการแพทย์อยู่แล้ว โจทย์สำคัญคือการดึงห่วงโซ่มูลค่าส่วนกลาง เช่น เครื่องมือแพทย์ ยา และส่วนผสมอาหารฟังก์ชัน กลับมาผลิตในประเทศ โดยผสานจุดแข็งด้านสาธารณสุขเข้ากับความหลากหลายทางชีวภาพและการวิจัย

สนามที่สามคือเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมกับผลักดันเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและการผลิตขั้นสูงให้กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ ทั้งสามสนามนี้ถูกร้อยเรียงภายใต้เป้าหมายเดียวกันคือ การสร้างมูลค่าเฉพาะตัวที่ลอกเลียนแบบได้ยาก แทนที่จะมองแค่ตัวเลขเม็ดเงินลงทุนก้อนโตที่ไหลเข้ามาในระบบ

ที่มา: Techsauce

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้