ชยพล อัดกองทัพเบี่ยงประเด็น ชี้ป่วนใต้ 51 จุดจับตางบ 7 แสนล้าน
นายชยพลวิจารณ์กระทรวงกลาโหมและกองทัพบก ปมเหตุความไม่สงบชายแดนใต้ 21 ปี ใช้งบกว่า 7 แสนล้านบาท ชี้เหตุเกิดพร้อมกัน 51 จุด ข่าวกรองต้องรู้ล่วงหน้า

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ชยพลตั้งคำถามประสิทธิภาพแก้ปัญหาชายแดนใต้ 21 ปี งบกว่า 7 แสนล้านบาท
- ชี้เหตุป่วน 51 จุดพร้อมกัน ใช้คนกว่า 150 คน เป็นไปไม่ได้ที่ข่าวกรองจะไม่รู้
- วิจารณ์กองทัพเบี่ยงประเด็นและหลบหลังเจ้าหน้าที่หน้างาน ปัดตอบเรื่องยุทธศาสตร์
- จี้ฝ่ายบริหารและนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบทางการเมือง ปรับยุทธศาสตร์ด่วน
นายชยพลออกมาเปิดเผยถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยระบุว่าตลอดระยะเวลา 21 ปีที่ผ่านมา พร้อมกับงบประมาณกว่า 700,000 ล้านบาท ประชาชนชาวไทยและสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิอย่างเต็มที่ในการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง งบประมาณมหาศาลที่จัดสรรให้กับกระทรวงกลาโหมและกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในแต่ละปี ถูกทุ่มเทไปกับกำลังพล ยุทโธปกรณ์ งานข่าว และเครือข่ายต่างๆ แต่กลับยังไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลุล่วงได้ ซ้ำยังสร้างความเสี่ยงและความหวาดระแวงให้แก่เจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสถานการณ์เปราะบาง
จากการหารือร่วมกับประชาคมข่าวกรองอย่างต่อเนื่อง นายชยพลแสดงความมั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ทุกภาคส่วนต่างทุ่มเทแรงกายแรงใจในการปฏิบัติหน้าที่รวบรวมข้อมูลข่าวสารอย่างเต็มกำลังความสามารถ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทั้งหมดมักจะถูกส่งไปสิ้นสุดที่โต๊ะทำงานของผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงเพื่อตัดสินใจกำหนดทิศทางนโยบาย ประเด็นคำถามจึงพุ่งเป้าไปที่ความบกพร่องของฝ่ายบริหารโดยตรง มิใช่การตำหนิเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการที่ต้องทำงานอย่างหนักในพื้นที่เสี่ยงภัย

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
"ลองจินตนาการภาพไปด้วยกันว่าต้องใช้คนก่อเหตุมากขนาดไหนถึงสามารถสร้างสถานการณ์ได้ 51 จุดพร้อมกัน ให้อย่างน้อยจุดละ 3 คนก็มีคนร่วมก่อเหตุมากกว่า 150 คนแล้ว เป็นไปไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่ข่าวกรองจะไม่ทราบเรื่องมาก่อน"
ชยพล
นายชยพลได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายจุด โดยตั้งข้อสังเกตว่าการสร้างสถานการณ์จำนวน 51 จุดพร้อมกัน ซึ่งหากคำนวณอย่างน้อยจุดละ 3 คน จะมีผู้ร่วมก่อเหตุมากกว่า 150 คน จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่หน่วยงานข่าวกรองจะไม่รับรู้ข้อมูลมาก่อนหน้านี้ การที่โฆษกกองทัพบกชี้แจงเป็นนัยว่ารับทราบข้อมูลแล้วแต่ไม่รู้กำหนดวันเวลาที่แน่ชัด ยิ่งตอกย้ำถึงความบกพร่องในการประเมินน้ำหนักของข่าวกรอง และสะท้อนปัญหาการขาดการตัดสินใจเข้าป้องกันหรือจัดการกับกลุ่มผู้ก่อเหตุตั้งแต่วันที่ทราบความต้องการที่จะลงมือ
วิเคราะห์เพิ่มเติม: ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยเป็นโจทย์ซับซ้อนที่ยืดเยื้อมานาน การถกเถียงเรื่องงบประมาณและการเปลี่ยนผ่านจาก 'ยุทธศาสตร์ทหารนำ' สู่ 'พลเรือนนำ' มักถูกหยิบยกขึ้นมาทบทวนทุกครั้งที่เกิดเหตุรุนแรงระลอกใหญ่ การที่ สส. หรือฝ่ายนิติบัญญัติออกมาจี้ถามเรื่องความรับผิดชอบของฝ่ายบริหาร สะท้อนกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลในระบอบประชาธิปไตย ที่ต้องการให้ผู้กำหนดนโยบายระดับสูงลงมาใส่ใจและปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์อย่างเป็นรูปธรรม แทนการปล่อยให้ภาระตกอยู่กับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการในพื้นที่
นอกจากนี้ นายชยพลยังแสดงความกังวลต่อท่าทีของกระทรวงกลาโหมที่ออกแถลงการณ์ในลักษณะเบี่ยงเบนประเด็น หลีกเลี่ยงการชี้แจงเรื่องความบกพร่องของยุทธศาสตร์ และพยายามอ้างว่าคำถามสำคัญจากสังคมเป็นการลดทอนกำลังใจของเจ้าหน้าที่ สิ่งเหล่านี้สร้างความเคลือบแคลงใจว่าสังคมไทยจะสามารถคืนความสงบสุขและรักษาความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมภายใต้ความเป็นไทยอันเป็นหนึ่งเดียวได้หรือไม่ พร้อมกันนี้ยังเสนอแนะให้ทบทวนข้อเสนอการใช้พลเรือนนำทัพ ทำงานทางความคิด ยอมรับความแตกต่าง และลดระยะห่างทางความเข้าใจเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีฉวยโอกาสสร้างความเกลียดชัง
ในช่วงท้าย นายชยพลเรียกร้องให้กองทัพยุติการเบี่ยงเบนประเด็น เลิกก้าวก่ายบทบาทหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรในการตรวจสอบความคุ้มค่าของงบประมาณ และหยุดการหลบอยู่เบื้องหลังความยากลำบากของเจ้าหน้าที่หน้างาน พร้อมฝากความหวังให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจฝ่ายบริหารควบคุมส่วนราชการให้ทำงานอย่างมีทิศทางชัดเจน
"รู้เลยไม่ทำเท่ากับบกพร่อง รู้แต่ก็ยังไม่ทำเท่ากับยิ่งบกพร่อง ควรหรือยังที่ต้องปรับยุทธศาสตร์ เจ้าหน้าที่หน้างานกำลังเสี่ยงชีวิตโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย เพราะความบกพร่องของฝ่ายบริหารหรือไม่"
ชยพล
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น