WHOOP ชี้ความพร้อมคือหัวใจคนทำงาน ย้ำความสำคัญ HRV
บทเรียนจาก WHOOP เผยประสิทธิภาพการทำงานไม่ได้วัดที่พรสวรรค์อย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับพลังสำรอง ความพร้อม และค่า HRV ของร่างกาย

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ประสิทธิภาพที่แท้จริงคือความสามารถในการกลับมาพร้อมทำAงานซ้ำได้ทุกวัน
- ภาวะ Demand Mismatch เกิดขึ้นเมื่อความต้องการสูงกว่าพลังสำรองของร่างกาย
- ค่า HRV ควรเทียบกับพื้นฐานของตัวเองมากกว่านำไปเทียบกับคนอื่น
มนุษย์สองคนที่มีทักษะและพันธุกรรมใกล้เคียงกันอาจสร้างผลงานได้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ความลับเบื้องหลังความต่างนี้ไม่ได้อยู่ที่ความเก่งกาจเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าร่างกายของใครมีพลังสำรองเพียงพอรับมือกับภาระงานในแต่ละวันหรือไม่ โดยเทคโนโลยีสวมใส่หรือ Wearable Device ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยตรวจสอบตัวชี้วัดสุขภาพอย่าง Heart Rate Variability หรือ HRV ซึ่งให้ความหมายที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล
สำหรับ Holmes ประสิทธิภาพการทำงานไม่ได้หมายถึงการทำผลงานได้ยอดเยี่ยมแค่เพียงครั้งเดียว แต่หมายถึงความสามารถในการกลับมาทำได้ดีอย่างต่อเนื่องในวันถัดไป มีพลังงาน สมาธิ และวิจารณญาณมากพอสำหรับการทำงาน ดูแลครอบครัว และเผชิญหน้ากับความท้าทายในชีวิตจริง ทว่าในยุคปัจจุบันที่ผู้คนต้องเร่งรีบ ทำงานหนักขึ้น และรับบทบาทมากขึ้น แต่พลังสำรองกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้เกิดภาวะที่เรียกว่า Demand Mismatch ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อความต้องการหรือ Demand สูงกว่าศักยภาพที่มีอยู่ในขณะนั้น
ภาวะไม่สมดุลนี้ไม่ได้ส่งสัญญาณเตือนผ่านความอ่อนล้าทางร่างกายเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนความสุข พลังงาน และวิธีที่เราปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง สำหรับผู้นำและคนทำงานทั่วไป สิ่งนี้สะท้อนออกมาผ่านสมาธิที่สั้นลง การตัดสินใจที่ผิดพลาด หรือการนั่งอยู่ในห้องประชุมแต่ไม่มีพลังงานเหลือพอจะมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ศักยภาพในการทำงานถูกขับเคลื่อนผ่านองค์ประกอบสามส่วน ได้แก่ พลังสำรองของร่างกาย พฤติกรรมในแต่ละวัน และความต้องการที่เข้ามา
ในแง่ของสรีรวิทยา Heart Rate Variability หรือ HRV คือความแปรผันของช่วงเวลาระหว่างการเต้นของหัวใจแต่ละครั้ง แม้หัวใจจะเต้นเฉลี่ย 60 ครั้งต่อนาที แต่ระยะห่างในแต่ละจังหวะจะไม่เท่ากัน ความแปรผันนี้สะท้อนการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ 2 แขนง ได้แก่ ระบบประสาทซิมพาเทติกที่ตอบสนองต่อความเครียด และระบบพาราซิมพาเทติกที่ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและฟื้นตัว โดยทั่วไปค่า HRV ที่สูงขึ้นมักสัมพันธ์กับการพักผ่อนที่ดี ขณะที่ค่าที่ลดลงบ่งบอกถึงความเครียด การนอนไม่พอ หรือการเจ็บป่วย ทั้งนี้ Cleveland Clinic ระบุว่า HRV จะลดลงตามอายุและได้รับอิทธิพลจากพฤติกรรมหลายด้าน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
"ความสามารถที่ดีที่สุดคือความพร้อม"
Holmes
Holmes ได้หยิบยกงานศึกษาระยะเวลา 5 ปีของ Benjamin Raysmith และ Michael Drew ที่ติดตามนักกรีฑาระดับสูงของออสเตรเลียมาสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว โดยพบว่า Training Availability หรือความพร้อมในการฝึกอธิบายความสำเร็จได้ถึง 86% สอดคล้องกับงานวิจัยในนักกอล์ฟอาชีพที่พบว่าช่วงเวลาที่นักกีฬานอนหลับสม่ำเสมอและมีค่า HRV สูงขึ้น จะสัมพันธ์กับผลงานในการแข่งขันที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน แม้ตัวนักกีฬาจะเป็นคนเดิมและมีฝีมือเท่าเดิมก็ตาม
บทวิเคราะห์เพิ่มเติม: แนวคิดเรื่อง Demand Mismatch และความพร้อมในการทำงานสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนผ่านของโลกองค์กรยุคใหม่ ที่ไม่ได้มองแค่ผลลัพธ์ระยะสั้น (Short-term Output) อีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของทรัพยากรบุคคล (Human Sustainability) การใช้ข้อมูลเชิงชีวภาพอย่าง HRV จึงเป็นเครื่องมือช่วยให้พนักงานและผู้นำบริหารพลังงานชีวิตเชิงรุก ป้องกันภาวะหมดไฟ (Burnout) ก่อนที่จะสายเกินไป
สำหรับการสร้างเสริมศักยภาพทางร่างกายและจิตใจ Holmes แนะนำให้เริ่มต้นจากการนอนหลับให้ได้ราว 7 ถึง 9 ชั่วโมง จัดสภาพแวดล้อมห้องนอนให้เย็น มืด และเงียบสงบ พร้อมทั้งหากิจกรรมผ่อนคลายระหว่างวัน เช่น การหายใจช้า ๆ เดินเล่นในธรรมชาติ หรือเขียนบันทึก เพื่อช่วยตัดวงจรความเครียดสะสม ควบคู่ไปกับการสังเกตพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อการฟื้นตัว เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ หรือการบริโภคคาเฟอีนในช่วงดึก
ที่มา: Techsauce
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น