ข้ามไปเนื้อหาหลัก

JetBlue หั่นเก้าอี้บอร์ด! ตัวแทน Carl Icahn ลาออกหลังลดสัดส่วนหุ้น

Jesse Lynn และ Steve Miller สองตัวแทนจาก Carl Icahn ลาออกจากบอร์ด JetBlue ทันที หลังสัดส่วนหุ้นลดลงเหลือ 3.3% พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ JetForward

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
28 Aug 2026ที่มา: Skift3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)อัปเดตล่าสุด 19 Sep 2026
แชร์
JetBlue หั่นเก้าอี้บอร์ด! ตัวแทน Carl Icahn ลาออกหลังลดสัดส่วนหุ้น

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • ตัวแทน 2 คนของ Carl Icahn ลาออกจากบอร์ด JetBlue ทันทีหลังสัดส่วนหุ้นลดลงเหลือ 3.3%
  • การลาออกเกิดขึ้นหลังการลงทุนที่เริ่มต้นในปี 2024 ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร
  • JetBlue ยังคงเผชิญความท้าทายด้วยหนี้สินราว 9,000 ล้านดอลลาร์ และขาดทุนต่อเนื่อง 6 ปี
  • ผู้บริหารยืนยันเป้าหมายกำไรต่อหุ้น 1 ดอลลาร์ภายในปี 2028 และปฏิเสธข่าวล้มละลาย

สายการบิน JetBlue เผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในห้องประชุมผู้บริหาร เมื่อตัวแทนสองคนจากนักลงทุนผู้ทรงอิทธิพลอย่าง Carl Icahn ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัทมีผลทันที การถอนตัวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นักลงทุนสาย activist รายดังกล่าวได้ทยอยลดสัดส่วนการถือหุ้นลงต่ำกว่าเกณฑ์ข้อตกลงในการมีสิทธิ์ส่งตัวแทนเข้าร่วมบริหาร

ผู้ที่ลาออกประกอบด้วย Jesse Lynn ตำแหน่งที่ปรึกษาทั่วไปของ Icahn Enterprises และ Steve Miller ตำแหน่งผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอของ Icahn Capital ทั้งคู่เคยเข้ามานั่งเป็นบอร์ดบริหารตามข้อตกลงที่เริ่มต้นขึ้นในปี 2024 หลังจากราคาหุ้นของสายการบินดิ่งลงอย่างหนักราว 50% อันเนื่องมาจากดีลการควบรวมกิจการกับ Spirit Airlines ที่ต้องล่มลงไป

airplane interior cabin passenger window view

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ Carl Icahn ได้กล่าวถึงการถอนตัวครั้งนี้ด้วยท่าทีเชิงบวก โดยระบุว่าเขายินดีที่ได้ร่วมงานและสร้างความร่วมมืออันดีกับทางสายการบิน พร้อมทั้งชื่นชมการปรับโครงสร้างและตั้งตารอความสำเร็จในการดำเนินกลยุทธ์ JetForward ต่อไป แม้ว่าแคมเปญการกดดันผู้บริหารในครั้งนี้จะไม่ประสบความสำเร็จเท่ากับการลงทุนในคดีของ Southwest ที่ผ่านมาก็ตาม

3.3%สัดส่วนหุ้น JetBlue ที่เหลืออยู่
$9Bภาระหนี้สินรวมของสายการบิน

แม้ตัวแทนจากฝั่งผู้ถือหุ้นใหญ่จะถอนตัวออกไปแล้ว แต่ภาระท้าทายทางการเงินของ JetBlue ยังคงมีอยู่รอบด้าน โดยทางสายการบินต้องแบกรับภาระหนี้สินประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ควบคู่ไปกับเงินสดในมือราว 2,200 ล้านดอลลาร์ และสถิติการขาดทุนติดต่อกันยาวนานถึง 6 ปีเต็ม รวมถึงราคาเชื้อเพลิงเครื่องบินที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวลดลงราว 2% ทันทีที่มีการประกาศข่าวการลาออกดังกล่าว

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

"We appreciate the constructive partnership with JetBlue over the years as they have reshaped the airline..."

Carl Icahn

การถอนตัวของตัวแทนจาก Carl Icahn สะท้อนให้เห็นถึงความจริงที่ว่า กลยุทธ์การลงทุนแบบ activist investor ในธุรกิจการบินนั้นมีความซับซ้อนและใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสายการบินต้นทุนต่ำ (Low-Cost) ที่เผชิญแรงกดดันทั้งจากต้นทุนน้ำมันและความผันผวนของตลาดหลังยุคโควิด การที่ JetBlue ยังคงยืนยันเดินหน้าแผนฟื้นฟูกิจการ JetForward และปฏิเสธการเข้าสู่กระบวนการล้มละลายในปีนี้ แสดงถึงความพยายามในการเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนรายย่อย ท่ามกลางกระแสข่าวลือและความกังวลเรื่องสภาพคล่องระยะยาว

ด้าน Joanna Geraghty ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JetBlue ยืนยันว่าทางสายการบินจะยังคงเดินหน้าตามแผนงานเดิมอย่างมุ่งมั่น พร้อมทั้งรักษาเป้าหมายการทำกำไรต่อหุ้น (EPS) ให้ถึงระดับ 1 ดอลลาร์ภายในปี 2028 ขณะที่ Ursula Hurley CFO ของบริษัทส่งสัญญาณว่าอาจมีการพิจารณารีไฟแนนซ์เครื่องบินเพิ่มเติมเพื่อรักษาสภาพคล่องทางการบินไว้

ที่มา: Skift

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้