ข้ามไปเนื้อหาหลัก

Dark Matter ซีซั่น 2: รีวิวซีรีส์ไซไฟ Apple TV

Dark Matter ซีซั่น 2 กลับมาสานต่อความซับซ้อนของพหุจักรวาลบน Apple TV พร้อมความเข้มข้นและปริศนาที่ชวนสับสนยิ่งกว่าเดิม

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
29 Aug 2026ที่มา: The Verge3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
Dark Matter ซีซั่น 2: รีวิวซีรีส์ไซไฟ Apple TV

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • Dark Matter ซีซั่น 2 กลับมาพร้อมความเข้มข้นและระทึกขวัญยิ่งกว่าเดิม
  • การเดินทางข้ามพหุจักรวาลของครอบครัว Dessen เต็มไปด้วยความสับสนและซับซ้อน
  • กลไกการเดินทางขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจและอารมณ์ของผู้เปิดประตูกล่อง
  • มีตอนพิเศษที่เน้นเจาะลึกผลกระทบทางจิตใจและเรื่องราวของตัวละครในมิติอื่น

ความสับสนถือเป็นผลข้างเคียงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับซีรีส์แนวความลับหรือ mystery box show ที่มักจะโปรยปรายปริศนาไว้มากมายเพื่อรอเวลาเฉลยในตอนท้าย แม้กระทั่งทีมนักแสดงและทีมงานเองบางครั้งก็ยังตามไม่ทัน แต่สำหรับซีรีส์ไซไฟเรื่อง Dark Matter ของ Apple TV เรื่องนี้ ถือว่ามีความซับซ้อนเกินกว่ามาตรฐานทั่วไปค่อนข้างมาก ด้วยพรีมิสเรื่องพหุจักรวาลที่มีชายคนหนึ่งลักพาตัวตัวเองมาจากอีกโลกหนึ่ง ทำให้การติดตามเรื่องราวในช่วงซีซั่นแรกค่อนข้างยากลำบาก และในซีซั่นที่ 2 นี้ ทาง The Verge ระบุว่าตัวซีรีส์ยิ่งมีความดรามาและระทึกขวัญเข้มข้นขึ้น แต่ก็ยิ่งทวีความเข้าใจยากขึ้นไปอีกเช่นกัน

ก่อนจะไปถึงซีซั่นใหม่ ขอพาทบทวนเรื่องราวจากซีซั่นแรกกันก่อน โดยอ้างอิงจากนวนิยายชื่อเดียวกัน Dark Matter เล่าเรื่องราวของ Jason Dessen รับบทโดย Joel Edgerton ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ในเมืองชิคาโก ที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายและมีความสุขกับ Daniela ภรรยาที่เป็นศิลปิน และ Charlie ลูกชายวัยรุ่น รับบทโดย Oakes Fegley แต่อีกโลกหนึ่ง Jason อีกเวอร์ชันกลับเลือกทิ้งชีวิตครอบครัวเพื่อสร้างกล่องขนาดยักษ์สำหรับการเดินทางข้ามมิติคู่ขนาน ก่อนจะตัดสินใจสลับตัวมาใช้ชีวิตแทนที่ Jason ตัวจริงในชิคาโก

multiverse parallel worlds sci fi television production set

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

สถานการณ์ไม่ได้เป็นไปตามที่ Jason เวอร์ชันโลกคู่ขนานวางแผนไว้ เมื่อ Daniela เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ ขณะที่ Jason ตัวจริงต้องต่อสู้ฝ่าฟันมิติต่างๆ เพื่อกลับบ้าน จนกระทั่งในตอนท้ายซีซั่นแรก กองทัพ Jason จากหลายพหุจักรวาลต่างพากันแห่มายังชิคาโกเพื่อหวังจะได้อยู่กับ Daniela ส่งผลให้ในฉากจบ ครอบครัว Dessen ตัวจริงทั้งสามคนตัดสินใจเข้าไปในกล่องเพื่อตามหาโลกใหม่ที่พวกเขาสามารถใช้ชีวิตสงบสุขได้

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

การที่ซีรีส์เลือกใช้วิธีเล่าเรื่องแบบพหุจักรวาล (Multiverse) ไม่เพียงแต่สร้างความตื่นเต้นผ่านฉากแอ็กชันหรือการเดินทางข้ามมิติเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงแนวคิดทางจิตวิทยาและฟิสิกส์ควอนตัมที่ว่า "ทุกการตัดสินใจสร้างทางเลือกใหม่ให้ชีวิต" ซึ่งในทางจิตวิทยา การเผชิญหน้ากับทางเลือกที่ไม่ได้ถูกเลือก (Road Not Taken) มักนำมาซึ่งความรู้สึกเสียดายหรือคำถามว่า "จะเกิดอะไรขึ้นถ้า..." การที่ตัวละครต้องพบเจอกับตัวเองในเวอร์ชันอื่นๆ จึงทำหน้าที่เหมือนกระจกสะท้อนตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาเอง

ในซีซั่นที่ 2 เรื่องราวทวีความซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้นเมื่อครอบครัว Dessen ต้องใช้ชีวิตเร่ร่อนข้ามพหุจักรวาลเพื่อตามหาบ้านที่แท้จริง ทำให้ซีรีส์เจาะลึกถึงกลไกการทำงานของกล่องยักษ์นี้อย่างละเอียดยิ่งขึ้น กฎสำคัญของการเดินทางข้ามมิติคือ ปลายทางไม่ได้ถูกกำหนดไว้ตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจและความคิดของผู้เปิดประตู หากขณะเปิดประตูมีความกลัวหรือความเครียด ผู้เดินทางก็อาจจะหลุดไปโผล่ในเมืองชิคาโกยุคหลังวันสิ้นโลกแทน

สถานการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว Dessen ซึ่งต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่มีมนุษย์คนไหนเคยเจอมาก่อน อย่างไรก็ตาม จุดเด่นที่น่าสนใจของซีซั่นนี้คือการเล่าเรื่องนอกเหนือจากเนื้อเรื่องหลัก เช่น ตอนพิเศษที่พาไปสำรวจชีวิตหลายปีของ Jason อีกเวอร์ชันที่พยายามสร้างชีวิตเงียบสงบในโลกคู่ขนาน หรือตอนที่ Charlie ออกตามหาญาติที่หายสาบสูญไปในอีกโลกหนึ่ง ซึ่งช่วยตอกย้ำผลกระทบทางจิตใจที่เทคโนโลยีนี้มีต่อมนุษย์

ที่มา: The Verge

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้