วิกฤตภัยแล้งอังกฤษ 2055: เสี่ยงขาดแคลนน้ำวันละ 5 พันล้านลิตร
อังกฤษเผชิญปัญหาภัยแล้งรุนแรงและปริมาณน้ำฝนลดลง โดยคาดว่าปี 2055 จะขาดแคลนน้ำถึง 5 พันล้านลิตรต่อวัน ขณะที่ชาวอังกฤษใช้น้ำมากกว่าเดนมาร์ก

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ฟาร์มในซัฟฟอล์กถูกสั่งห้ามสูบน้ำจากแม่น้ำชั่วคราวเนื่องจากระดับน้ำลดต่ำลงอันตราย
- ปี 2055 อังกฤษอาจเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำสาธารณะถึง 5,000 ล้านลิตรต่อวัน
- ชาวอังกฤษใช้น้ำเฉลี่ย 136.5 ลิตรต่อวัน สูงกว่าชาวเดนมาร์กที่ใช้เพียง 97 ลิตร
- ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าค่าน้ำในอังกฤษราคาถูกเกินไปและควรปรับขึ้นเพื่อกระตุ้นการประหยัด
ในช่วงเย็นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แดเนียล ไซเซอร์ (Daniel Sizer) เกษตรกรเจ้าของฟาร์มรุ่นที่ 4 ในมณฑลซัฟฟอล์ก (Suffolk) ได้รับข้อความเตือนจากหน่วยงานบริหารจัดการน้ำท้องถิ่น แจ้งว่าระดับน้ำในแม่น้ำอยู่ในขั้นวิกฤตและอนุญาตให้สูบน้ำเพื่อการเกษตรได้เพียงแค่คืนเดียวเท่านั้น พื้นที่ฟาร์มขนาด 300 เฮกตาร์ของเขาแทบไม่เห็นหยาดฝนตกลงมาเลยตลอดช่วงเกือบ 3 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้พืชผลอย่างถั่วลันเตาและข้าวสาลีได้รับความเสียหายอย่างหนัก
สาเหตุสำคัญมาจากสำนักงานสิ่งแวดล้อม (Environment Agency - EA) ต้องสั่งระงับไม่ให้เกษตรกรนับพันรายสูบน้ำจากแม่น้ำไปใช้ชั่วคราวตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เนื่องจากระดับน้ำลดลงจนเสี่ยงทำลายระบบนิเวศและสัตว์ป่าในพื้นที่ สถานการณ์ที่แดเนียลเผชิญนี้ไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งใหม่ที่น่ากังวลสำหรับอนาคตของประเทศ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
วิกฤตการณ์ดังกล่าวเกิดจากคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น ประกอบกับปริมาณน้ำฝนที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดในแต่ละปีเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) รวมถึงความต้องการใช้น้ำที่พุ่งสูงขึ้น องค์ประกอบเหล่านี้สร้างแรงกดดันต่อระบบน้ำของอังกฤษมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ ในสหราชอาณาจักร และหากไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง ภายในปี 2055 อังกฤษจะเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคถึง 5,000 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งปริมาณมหาศาลนี้เทียบเท่ากับการเติมน้ำให้เต็มสนามกีฬาวับบลีย์ (Wembley Stadium) ได้ถึง 4.5 ครั้งต่อวัน
เมื่อหันมามองพฤติกรรมการอุปโภคบริโภคของประชาชน พบว่าครัวเรือนเป็นกลุ่มผู้ใช้น้ำรายใหญ่ที่สุด โดยคิดเป็นสเกลเกือบ 60% ของการใช้น้ำทั้งหมดในอังกฤษและเวลส์ ข้อมูลจาก ดันวา (Danva) หน่วยงานอุตสาหกรรมน้ำของเดนมาร์ก ระบุว่าชาวเดนมาร์กใช้น้ำเฉลี่ย 97 ลิตรต่อคนต่อวัน ขณะที่ตัวเลขของชาวอังกฤษสูงถึง 136.5 ลิตรต่อคนต่อวัน ความแตกต่างนี้สะท้อนผ่านวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่น การอาบน้ำฝักบัวหลายครั้งต่อวันแทนการใช้ห้องน้ำร่วมกันในครอบครัวเหมือนในอดีต
บริบทเพิ่มเติม: ปัญหาการขาดแคลนน้ำในอังกฤษไม่ได้เกิดจากความแห้งแล้งทางสภาพอากาศเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีอายุเก่าแก่และอัตราการรั่วไหลของท่อส่งน้ำในระบบประปา ซึ่งบริษัทน้ำในอังกฤษกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากทั้งภาครัฐและประชาชนในการเร่งปรับปรุงระบบเหล่านี้ควบคู่ไปกับการรณรงค์ลดการใช้น้ำ
เดเนียล จอห์นส์ (Daniel Johns) กรรมการผู้จัดการขององค์กร Water Resources East ระบุตรงไปตรงมาว่าราคาน้ำในอังกฤษนั้น "ถูกเกินไป" ทำให้ผู้คนละเลยและคิดว่าทรัพยากรนี้จะมีให้ใช้ตลอดไป เมื่อเปรียบเทียบกับเดนมาร์กแล้ว ประชาชนที่นั่นต้องจ่ายค่าน้ำและค่าบำบัดน้ำเสียเฉลี่ย 9.45 ปอนด์ต่อลูกบาศก์เมตร ในขณะที่อังกฤษมีราคาถูกกว่ามาก เช่น เทมส์วอเตอร์ (Thames Water) คิดราคา 4.21 ปอนด์ และเซาท์เทิร์นวอเตอร์ (Southern Water) ซึ่งแพงที่สุดในอังกฤษคิดอยู่ที่ 7.06 ปอนด์
"ผู้คนมักคิดว่าน้ำจะมีพร้อมให้ใช้เสมอ และเราจำเป็นต้องเลิกคิดแบบนั้นได้แล้ว"
แดเนียล จอห์นส์, Water Resources East
วิลล์ วิลโลบี้ (Will Willoughby) ผู้อำนวยการฝ่ายจัดหา 1 ของบริษัท Wessex Water ยอมรับว่า ภาพลักษณ์เชิงลบของอุตสาหกรรมน้ำในสายตาประชาชนทำให้แคมเปญรณรงค์ประหยัดน้ำของบริษัทเอกชนไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควร และเขาเสนอว่ารัฐบาลกลางอาจเป็นผู้เหมาะสมกว่าในการสื่อสารเรื่องนี้เพื่อให้ประชาชนหันมาใส่ใจดูแลทรัพยากรน้ำร่วมกัน
ที่มา: BBC Science & Environment
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น