ถอดรหัส Design Patterns ของ Agentic AI: 7 รูปแบบสำคัญ
เจาะลึก 7 รูปแบบการออกแบบ Agentic AI ตั้งแต่ ReAct ไปจนถึง Human-in-the-Loop เพื่อสร้างระบบเอเจนต์อัจฉริยะที่ใช้งานได้จริงในระดับโปรดักชัน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Agentic AI ขับเคลื่อนด้วยรูปแบบการทำงานหลักประมาณ 7 รูปแบบที่พบได้ทั่วไป
- รูปแบบ ReAct ช่วยให้โมเดลคิดและใช้เครื่องมือแบบทีละขั้นตอนโดยไม่ต้องวางแผนล่วงหน้าทั้งหมด
- การใช้ระบบ Planner-Executor และ Orchestrator-Workers ช่วยแบ่งงานซับซ้อนให้จัดการได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น
- การกำหนดจุด Human-in-the-Loop เป็นเกราะป้องกันก่อนเอเจนต์จะทำธุรกรรมที่แก้ไขยากหรือสร้างความเสียหาย
บทเรียนจากการพัฒนาเอเจนต์ตัวแรกมักเริ่มต้นจากการเขียน while loop และ prompt ง่ายๆ เพื่อเรียกฟังก์ชันทำงานไปทีละสเต็ป ซึ่งแม้จะดูเหมือนเป็นการค้นพบสิ่งใหม่ แต่แท้จริงแล้วมันคือการสร้างรูปแบบ ReAct ขึ้นมาใหม่โดยไม่รู้ตัว ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวและเงินลงทุนมหาศาล เบื้องหลัง landing page ของ autonomous agent ทั้งหลาย แท้จริงแล้วถูกขับเคลื่อนด้วยรูปแบบการออกแบบหลักประมาณเจ็ดรูปแบบเท่านั้น
การทำความเข้าใจและเรียกชื่อรูปแบบเหล่านี้ได้อย่างถูกต้องจะช่วยให้เรามองเห็นโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในเอกสารของ LangChain หรือสถาปัตยกรรมของ Claude Code บทความนี้จึงพาไปทำความรู้จักกับรูปแบบการออกแบบพื้นฐานเหล่านี้เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
รูปแบบแรกคือ ReAct (Reasoning and Acting) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ระบบอื่นๆ ถูกสร้างต่อยอดขึ้นมา โมเดลจะใช้กระบวนการคิดเพื่อวิเคราะห์สิ่งที่รู้ เลือกเครื่องมือที่เหมาะสม ส่งคำสั่ง อ่านผลลัพธ์ และทำซ้ำกระบวนการนี้คล้ายกับนักสืบที่เก็บเบาะแสทีละชิ้น ตัวอย่างเช่น การเรียกใช้ API สภาพอากาศในเมืองเบอร์ลินเพื่อดูอุณหภูมิก่อนนำไปตอบคำถาม ข้อดีคือโมเดลไม่ต้องผูกมัดกับแผนการทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้น แต่สามารถเปลี่ยนใจได้หลังจากการสังเกตการณ์แต่ละครั้ง เหมาะสำหรับงานที่ขั้นตอนต่อไปขึ้นอยู่กับข้อมูลที่เพิ่งเรียนรู้
รูปแบบถัดมาคือ Planner and Executor ซึ่งเป็นการแยกหน้าที่ระหว่างการคิดและการลงมือทำออกจากกัน โดยโมเดลประเภท Planner จะทำหน้าที่แบ่งเป้าหมายออกเป็นขั้นตอนย่อยๆ ส่วน Executor จะรับหน้าที่รันคำสั่งเหล่านั้น การแบ่งงานเช่นนี้ช่วยให้สามารถตรวจสอบการตัดสินใจและแก้ไขไอเดียที่ผิดพลาดก่อนที่จะถูกส่งไปยัง API จริง เหมาะสำหรับงานรีโมดูลโค้ดที่ต้องการกระบวนการค้นหา วิเคราะห์ แก้ไข และตรวจสอบ
"Thought: I need the current weather to answer this. Action: call_weather_api(city="Berlin") Observation: 18°C, cloudy Thought: Now I can answer."
นอกจากนี้ยังมีรูปแบบ Reflection ที่ให้โมเดลสร้างคำตอบขึ้นมาก่อน แล้วให้รอบที่สองทำหน้าที่วิจารณ์ผลงานเทียบกับเป้าหมายเดิมเพื่อนำไปปรับปรุง ทำซ้ำจนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ เหมาะกับงานที่ต้องการคุณภาพสูงและมีวิธีตรวจสอบที่ชัดเจน เช่น การรันชุดทดสอบ ส่วน Tool Use เป็นรากฐานที่ให้โมเดลเลือกใช้เมนูเครื่องมือที่มีชื่อและอินพุตชัดเจน ซึ่งความท้าทายอยู่ที่การออกแบบ API ที่มีหน้าที่เดียวและตั้งชื่อให้เข้าใจง่าย ไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป
การทำความเข้าใจ Design Patterns ของ Agentic AI ไม่เพียงแต่ช่วยให้เราเลือกใช้งานโครงสร้างได้อย่างเหมาะสมกับโจทย์ แต่ยังสะท้อนหลักการทางวิศวกรรมซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม เช่น Separation of Concerns และ Single Responsibility Principle ที่ถูกนำมาปรับใช้กับระบบปัญญาประดิษฐ์ที่มีความท้าทายเรื่องการทำงานที่ไม่แน่นอนหรือการให้ผลลัพธ์ที่ผิดเพี้ยน (Hallucination) การออกแบบระบบที่มีการตรวจสอบและแบ่งแยกหน้าที่จึงเป็นหัวใจสำคัญของโปรดักชันที่เสถียร
สำหรับงานที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อน รูปแบบ Orchestrator and Workers จะทำหน้าที่ให้ตัวประสานงาน (Coordinator) แบ่งงานออกเป็นส่วนย่อยๆ ส่งต่อไปยังเอเจนต์ผู้เชี่ยวชาญทำงานแบบขนานกัน แล้วนำผลลัพธ์มารวมกัน ช่วยประหยัดเวลาแต่แลกมาด้วยความซับซ้อนในการจัดการ ด้านการจัดการความทรงจำ Memory Systems จะแยกแยะระหว่าง Short-term memory สำหรับงานปัจจุบัน และ Long-term memory ที่ดึงข้อมูลจาก vector store หรือฐานข้อมูลเพื่อรักษาความต่อเนื่องในการทำงาน เช่น บอทบริการลูกค้าที่จำข้อมูลสัปดาห์ก่อนได้
สุดท้ายคือกฎเหล็กอย่าง Human-in-the-Loop ที่กำหนดให้เอเจนต์ต้องหยุดรอการอนุมัติจากมนุษย์ทุกครั้งก่อนที่จะทำสิ่งที่ย้อนกลับไม่ได้ เช่น การส่งอีเมล การdeploy โค้ด หรือการใช้เงินจริง ระบบโปรดักชันที่จริงจังมักจะซ้อนรูปแบบเหล่านี้เข้าด้วยกัน เช่น เอเจนต์เขียนโค้ดอาจใช้ ReAct ร่วมกับ Reflection และปิดท้ายด้วย Human-in-the-loop เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยก่อนคอมมิตโค้ด
ที่มา: Dev.to
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น