ข้ามไปเนื้อหาหลัก

วิกฤตความชอบธรรม กกต.: จากผู้คุมกฎสู่ตัวปัญหาการเมือง

เจาะลึกวิกฤต กกต. ตามรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2560 เผชิญผลประโยชน์ทับซ้อนกับวุฒิสภา ปัญหารายงานผลเลือกตั้ง และการใช้นิติสงครามกับ iLaw

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
30 Aug 2026ที่มา: Matichon Politics4 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
วิกฤตความชอบธรรม กกต.: จากผู้คุมกฎสู่ตัวปัญหาการเมือง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • กกต. เผชิญวิกฤตความชอบธรรมเชิงโครงสร้างและผลประโยชน์ทับซ้อนกับวุฒิสภา
  • ปัญหาการจัดการเลือกตั้งตั้งแต่ปี 2562 ถึง 2569 บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชน
  • การดำเนินคดีกับ iLaw สะท้อนการใช้นิติสงครามจำกัดบทบาทภาคประชาชน
  • ทางออกประชาธิปไตยไทยต้องอาศัยการปฏิรูปโครงสร้างผู้คุมกฎครั้งใหญ่

หากย้อนพิจารณาในเชิงประวัติศาสตร์การเมือง นับตั้งแต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถือกำเนิดขึ้นตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 องค์กรนี้ถูกวางสถานะให้เป็นองค์กรอิสระเพื่อปฏิรูปการเมือง ปลดล็อกกระบวนการเลือกตั้งให้ออกจากการควบคุมของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งในขณะนั้นถูกมองว่าขาดความเป็นกลางและผูกติดอยู่กับฝ่ายบริหาร การสร้างสถาบันคุมกฎขึ้นมาใหม่จึงเป็นความหวังในการสร้างหลักประกันความสุจริตเที่ยงธรรม อย่างไรก็ตาม บทบาทของ กกต. กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง และทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นภายหลังรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่ตกทอดมาจากยุค คสช. ส่งผลให้ กกต. กลายเป็นศูนย์กลางความขัดแย้งทางการเมือง การบริหารจัดการล้มเหลว และเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นครั้งใหญ่

ประเด็นสำคัญประการแรกคือ โครงสร้างและที่มาของ กกต. ขาดความน่าเชื่อถือและแฝงผลประโยชน์ทับซ้อนกับวุฒิสภา กกต. ชุดที่ 5 ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ซึ่งทยอยเข้ารับตำแหน่งตั้งแต่ปี 2561 ถึงช่วงปี 2568-2569 แม้จะผ่านกระบวนการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหาและที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา แต่ด่านสุดท้ายที่อนุมัติการเข้าสู่ตำแหน่งกลับเป็นวุฒิสภา ปัญหานี้สร้างสภาวะผลประโยชน์ทับซ้อนเชิงโครงสร้างในคดีฮั้วเลือก สว. เนื่องจาก กกต. และ สว. ต้องพึ่งพากันและกันในลักษณะวงจรอำนาจปิด กกต. เกือบทั้งหมดต้องพึ่งพาเสียงลงมติจาก สว. เพื่อเข้าสู่ตำแหน่ง และ กกต. ชุดใหม่ในอนาคตก็ต้องให้ สว. ชุดปัจจุบันรับรอง ในขณะเดียวกัน เมื่อเกิดข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วและบล็อกโหวต สว. กกต. ต้องเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะส่งฟ้อง สว. มากกว่าร้อยคนต่อศาลฎีกาฯ หรือไม่ หากสั่งฟ้อง สว. อาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่กระทบดุลอำนาจ แต่หากสั่งไม่ฟ้อง สว. กลุ่มเดิมก็จะกลับมาเป็นผู้ลงมติชี้ขาดให้คุณให้โทษแก่ กกต. ชุดใหม่ กลไกการตรวจสอบที่บิดเบี้ยวนี้ทำให้องค์กรอิสระขาดความน่าเชื่อถืออย่างสิ้นเชิง

Thailand government building Bangkok

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

นอกจากปัญหาเชิงโครงสร้างแล้ว การใช้อำนาจของ กกต. ยังสร้างข้อสงสัยอย่างมาก แทนที่จะเร่งสร้างความโปร่งใส กกต. กลับมอบหมายให้รองเลขาธิการฯ แจ้งความดำเนินคดีอาญากับกลุ่ม iLaw จากกรณีเผยแพร่เอกสารความเห็นเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. ซึ่งถูกมองว่าเป็นการใช้นิติสงครามลงโทษภาคประชาชน ยิ่งไปกว่านั้น สมรรถภาพการบริหารจัดการเลือกตั้งยังถูกตั้งคำถามมาตลอด นับตั้งแต่การเลือกตั้ง พ.ศ. 2562 ที่เกิดประเด็นสูตรคำนวณ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์เขย่ง ระบบรายงานผลล่ม และภาวะบัตรเขย่ง ต่อมาในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2566 แม้เปลี่ยนเป็นบัตรสองใบ แต่ยังคงพบปัญหาการใช้งบประมาณนับพันล้านบาท ทั้งการกรอกรหัสเขตบนซองบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าผิด การพิมพ์บัตรไร้ชื่อพรรค และความล่าช้า จนกระทั่งการเลือกตั้ง พ.ศ. 2569 เครือข่ายภาคประชาชนอย่าง We Watch รายงานปัญหาต่อเนื่อง ทั้งการละเมิดหลักการลงคะแนนลับ ความผิดพลาดของกรรมการประจำหน่วยในการตัดสินบัตรดี-บัตรเสีย การไม่อัปเดตบัญชีรายชื่อ และการปิดกั้นไม่ให้ผู้สังเกตการณ์ถ่ายภาพใบนับคะแนน (กปน. 5/18)

วิกฤตของ กกต. ในปัจจุบันสะท้อนปัญหาเชิงสถาบันที่ลึกซึ้งกว่าความผิดพลาดในการปฏิบัติงานหน้าหน่วยเลือกตั้ง เมื่อองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นผู้รักษากติกาประชาธิปไตยกลับมีความเชื่อมโยงทางโครงสร้างกับผู้มีอำนาจที่ตนต้องตรวจสอบ การถ่วงดุลอำนาจจึงไม่สามารถทำงานได้อย่างแท้จริง ส่งผลให้เกิดภาวะที่เรียกว่าวงจรอำนาจปิด ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเสถียรภาพทางการเมืองระยะยาว

กล่าวโดยสรุป วิกฤตของ กกต. ในปัจจุบันลุกลามกลายเป็นวิกฤตความชอบธรรมเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อรากฐานประชาธิปไตยไทยใน 3 มิติสำคัญ มิติแรกคือการทำลายความศรัทธาในระบบสภาเมื่อผู้คุมกฎไม่เป็นกลาง มิติที่สองคือการติดล็อกของระบบตรวจสอบจากภาวะผลัดกันเกาหลังระหว่าง กกต. กับ สว. และมิติที่สามคือการลดทอนพลังภาคประชาชนผ่านการใช้นิติสงครามฟ้องร้ององค์กรอย่าง iLaw หรือจำกัดพื้นที่การทำงานของ We Watch ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ดั้งเดิมของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 อย่างสิ้นเชิง

ที่มา: Matichon Politics

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้