อนุทิน ลั่นโกงสอบท้องถิ่นหนีไม่พ้น แม้ลาออกก่อนโดนถอดถอน
นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ย้ำที่รัฐสภาเมื่อ 31 ส.ค. 2569 ผู้เกี่ยวข้องทุจริตสอบท้องถิ่น 146 รายที่ชิงลาออกยังต้องรับโทษทางกฎหมาย พร้อมเร่งเอาผิด 5,925 รายชื่อ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันผู้สอบท้องถิ่นโกง 146 รายที่ลาออกก่อนโดนถอดถอนยังมีความผิดตามกฎหมาย
- กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นกำลังเร่งจัดการรายชื่อผู้เกี่ยวข้อง 5,925 รายชื่อ
- ป.ป.ช. ร่วมมือกับตำรวจและดีเอสไอเดินหน้าสอบสวนคดีทุจริตดังกล่าวอย่างเต็มที่
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาแสดงจุดยืนอย่างเด็ดขาดต่อกรณีการตรวจสอบทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น โดยระบุว่าไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่สามารถใช้อิทธิพลมาเบี่ยงเบนกระบวนการทางกฎหมายได้ และการตอบคำถามในประเด็นนี้จะกี่ครั้งก็ยืนยันคำเดิมว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามตัวบทกฎหมาย
ประเด็นสำคัญที่มีผู้สอบผ่านและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตจำนวน 146 คนได้ชิงลาออกก่อนที่คำสั่งถอดถอนจะมีผลบังคับใช้นั้น นายอนุทินชี้แจงชัดเจนว่าการกระทำดังกล่าวไม่สามารถหลุดพ้นความผิดได้ เนื่องจากเมื่อความผิดได้บังเกิดขึ้นแล้ว บทบัญญัติทางกฎหมายย่อมมีขั้นตอนและหลักการในการดำเนินการจัดการตามนั้นทันที

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
นอกจากนี้ ในส่วนของรายชื่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดจำนวน 5,925 รายชื่อ ทางกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) กำลังเร่งดำเนินกระบวนการตรวจสอบและจัดการตามระเบียบข้อบังคับอย่างเคร่งครัด พร้อมกันนี้เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวเรื่องการยุบคณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ก.สถ.) นายอนุทินได้ย้อนถามกลับว่าหน่วยงานดังกล่าวสามารถยุบได้จริงหรือไม่ เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งที่ถูกกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการส่วนท้องถิ่น
"กฎหมายเขาว่าอย่างไร เมื่อความผิดบังเกิดขึ้นแล้วก็ตามนั้น กฎหมายมีหลักของเขาอยู่แล้ว"
อนุทิน ชาญวีรกูล
ประเด็นการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นถือเป็นปัญหาเรื้อรังที่กระทบต่อความโปร่งใสของภาครัฐไทยมาอย่างยาวนาน การที่ผู้กระทำผิดเลือกใช้วิธีลาออกเพื่อพยายามหลีกเลี่ยงบทลงโทษทางวินัยหรือการถอดถอน เป็นช่องโหว่ที่มักเกิดขึ้นในระบบราชการไทย การที่ฝ่ายบริหารอย่างนายกรัฐมนตรีออกมาย้ำชัดเจนว่าความผิดทางอาญาและทางวินัยยังคงติดตัวแม้จะพ้นสภาพราชการไปแล้ว ถือเป็นสัญญาณสำคัญในการปิดช่องว่างทางกฎหมายและการเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทุกระดับอย่างจริงจัง
สำหรับการดำเนินคดีทางอาญานั้น นายอนุทินเปิดเผยว่าทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนคดี โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้ามาร่วมบูรณาการทำงานเพื่อสืบสวนสอบสวนหาผู้กระทำผิดทั้งหมดมาลงโทษตามกฎหมายต่อไปโดยไม่มีข้อยกเว้น
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น