ข้ามไปเนื้อหาหลัก

AI ทำให้ซอฟต์แวร์ปลอดภัยขึ้น ทางการอาจแฮกยาก

แมทธิว กรีน ศาสตราจารย์ด้านวิทยาการเข้ารหัสลับ ชี้ AI อาจกวาดล้างช่องโหว่ซอฟต์แวร์จนหมด ส่งผลให้หน่วยงานรัฐแฮกเป้าหมายได้ยากขึ้นและกดดันให้ต้องขอแบ็กดอร์

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
01 Sep 2026ที่มา: TechCrunch3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
AI ทำให้ซอฟต์แวร์ปลอดภัยขึ้น ทางการอาจแฮกยาก

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • ศาสตราจารย์ แมทธิว กรีน ชี้ AI อาจทำให้ซอฟต์แวร์ปลอดภัยขึ้นจนช่องโหว่หายาก
  • ความกังวลนี้อาจทำให้หน่วยงานรัฐสูญเสียความสามารถในการแฮกเป้าหมายเพื่อสืบสวน
  • ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์เสียงแตก ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้
  • สถานการณ์ดังกล่าวอาจบีบให้รัฐบาลกลับมาร้องขอช่องประตูลับหรือแบ็กดอร์อีกครั้ง

ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 แมทธิว กรีน (Matthew Green) ศาสตราจารย์ด้านวิทยาการเข้ารหัสลับ ได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X และเขียนบล็อกโพสต์ยาวจนกลายเป็นกระแสไวรัลในกลุ่มชุมชนความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยเขามุมมองที่น่าขบคิดว่า AI อาจเข้ามาทำให้ช่องโหว่ในระบบหายากขึ้น จนส่งผลให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและหน่วยข่าวกรองไม่สามารถแฮกอาชญากรได้อย่างถูกกฎหมายอีกต่อไป

กรีนระบุว่าเขามีความกังวลว่าปัญญาประดิษฐ์จะทำให้ซอฟต์แวร์มีความปลอดภัยสูงเกินไป ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ สูญเสียการเข้าถึงช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่จำเป็นต้องใช้ในการสอดส่องเป้าหมาย เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ทำการแพตช์จุดบกพร่องในปริมาณมหาศาลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2557 อดีตผู้อำนวยการเอฟบีไอ เจมส์ โคมีย์ เคยเตือนถึงประเด็นการมืดบอดของเจ้าหน้าที่รัฐจากการใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสแบบ end-to-end

software code programming computer screen office

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ตลอดยุคที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐยังคงสามารถจับกุมอาชญากรได้ผ่านการซื้อเครื่องมือเจาะระบบและสปายแวร์ที่พัฒนาโดยบริษัทเอกชน ซึ่งกรีนเรียกว่าความสงบศึกที่ไม่ค่อยสบายใจนัก อย่างไรก็ตาม ความสมดุลนี้กำลังจะถูกสั่นคลอนโดย AI เนื่องจากโมเดลภาษาขนาดใหญ่หรือ LLM มีความสามารถและรวดเร็วขึ้นในการค้นหาช่องโหว่ด้านความปลอดภัยในสเกลที่ใหญ่ขึ้น ส่งผลให้บริษัทต่างๆ สามารถลดจุดบกพร่องในระบบลงได้อย่างมาก

การวิเคราะห์เพิ่มเติม: ประเด็นเรื่อง 'ช่องประตูลับ' หรือ Backdoor เป็นข้อถกเถียงยาวนานระหว่างความมั่นคงของรัฐและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ การที่ AI เข้ามาเร่งกระบวนการค้นหาและปิดช่องโหว่ (Patching) อาจทำให้สมดุลที่รัฐอาศัยช่องโหว่แบบ Zero-day ในการเข้าถึงข้อมูลพลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

เปาโล สตักโญ (Paolo Stagno) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Crowdfense บริษัทที่พัฒนาและซื้อขายช่องโหว่ที่ไม่เคยถูกพบมาก่อนหรือ Zero-day ให้กับรัฐบาล ระบุว่าไม่มีรัฐไหนที่จะโยนความสามารถในการสอดส่องทิ้งไป และระบบปัจจุบันที่รัฐต้องอาศัยการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่คือระบบที่เป็นประชาธิปไตยที่สุดเท่าที่มี

cybersecurity engineer analyzing data workplace

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ในทางตรงกันข้าม ผู้เชี่ยวชาญบางราย เช่น ฮามิด คาชฟี (Hamid Kashfi) ผู้ก่อตั้งบริษัท DarkCell มองว่า สำหรับทุกๆ ช่องโหว่ที่ AI ตรวจพบและรายงาน ยังมีช่องโหว่ที่ไม่ได้รายงานอีกนับยี่ห้อ ขณะที่ เอวา กัลเปริน (Eva Galperin) จากมูลนิธิ Electronic Frontier Foundation ชี้ว่า แม้ AI จะช่วยค้นหาช่องโหว่ได้มาก แต่การแพตช์ระบบก็ไม่ได้รวดเร็วเสมอไป และรัฐบาลชาตินิยมเผด็จการยังคงต้องการการเข้าถึงเป็นกรณีพิเศษอยู่ดี

ที่มา: TechCrunch

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้