Shein เข้าตลาดหุ้นฮ่องกง ระดมทุน 1.7 พันล้านดอลลาร์
Shein ยักษ์ใหญ่ฟาสต์แฟชั่นประเดิมเข้าตลาดหุ้นฮ่องกงในวันอังคารนี้ หลังระดมทุนได้ 1.7 พันล้านดอลลาร์ และมีมูลค่ากิจการ 2.63 หมื่นล้านดอลลาร์

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Shein เข้าซื้อขายในตลาดหุ้นฮ่องกงด้วยมูลค่ากิจการ 2.63 หมื่นล้านดอลลาร์
- บริษัทสามารถระดมทุนจากการเสนอขายหุ้นได้ 1.7 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง
- ฐานลูกค้าเติบโตสูงด้วยยอดผู้ใช้งานประจำ 281 ล้านคนในช่วงปีที่ผ่านมา
- เผชิญความท้าทายจากมาตรการภาษีนำเข้าและข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม
ยักษ์ใหญ่แห่งวงการฟาสต์แฟชั่นอย่าง Shein เตรียมสร้างความฮือฮาด้วยการนำบริษัทเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเป็นวันแรกในวันอังคารนี้ หลังจากที่บริษัทใช้ความพยายามมานานหลายปีในการนำกิจการเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น ท่ามกลางอุปสรรคจากการถูกปฏิเสธในตลาดสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรเนื่องจากข้อกังวลเรื่องแรงงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
การเสนอขายหุ้นครั้งนี้ทำให้บริษัทสามารถระดมทุนได้ถึง 1.36 หมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้บริษัทมีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 2.63 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าตัวเลขนี้จะลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับมูลค่าประเมินในอดีตที่เคยสูงถึงเกือบ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นและความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศ
บริษัทซึ่งมีจุดเริ่มต้นในประเทศจีนและปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซครอบคลุมกว่า 150 ประเทศทั่วโลก จากเอกสารที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์ระบุว่า Shein มีฐานลูกค้าประจำสูงถึง 281 ล้านคนที่ร่วมสั่งซื้อสินค้ามากกว่า 1 พันล้านรายการภายในช่วงเวลาหนึ่งปีจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2026

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
"Shein ran out of venues that could take it"
แอชลีย์ ดูดาเรน็อก ผู้ก่อตั้งบริษัทวิจัยตลาด ChoZan ระบุว่าตลาดฮ่องกงกลายเป็นทางเลือกที่สมจริงที่สุดเพียงทางเดียวสำหรับบริษัทจีนที่ถูกปิดกั้นจากตลาดหุ้นตะวันตก หลังจากที่บริษัทพยายามโยกย้ายสำนักงานใหญ่ไปสิงคโปร์เพื่อลดภาพความเป็นจีนลงแต่ก็ไม่ได้รับเสียงสนับสนุนทางการเมืองจากต่างประเทศ
การเข้าตลาดหุ้นฮ่องกงของ Shein ไม่เพียงสะท้อนถึงการปรับตัวของบริษัทจีน ท่ามกลางแรงกดดันจากชาติตะวันตก แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญของนักลงทุนต่อความยั่งยืนของธุรกิจฟาสต์แฟชั่น ท่ามกลางมาตรการกวาดล้างสินค้าราคาถูก เช่น กฎเกณฑ์ de minimis ของสหรัฐฯ และภาษีนำเข้ามูลค่าต่ำของสหภาพยุโรป ที่กำลังบีบคั้นผลประกอบการอย่างหนัก
นอกจากแรงกดดันด้านกฎระเบียบแล้ว บริษัทยังต้องเผชิญกับการขาดทุนไตรมาสละ 99 ล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ประกอบกับปัญหาต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้นและผลกระทบจากสงคราม ทำให้เส้นทางในตลาดทุนของบริษัทยังคงต้องพิสูจน์ตัวเองอีกมากภายใต้สายตาของนักลงทุนทั่วโลก
ที่มา: BBC Business
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น