ข้ามไปเนื้อหาหลัก

Waymo เปิดศึกชน Tesla ก่อนงานเปิดตัว Cybercab 3 ก.ย.

Waymo ขยายตลาดรถไร้คนขับเพิ่ม 3 เมืองและตอกย้ำประสบการณ์จริง ลุยชน Tesla ที่เตรียมเปิดตัวรถ Cybercab แบบสองที่นั่งในวันที่ 3 กันยายนนี้

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
02 Sep 2026ที่มา: TechCrunch3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
Waymo เปิดศึกชน Tesla ก่อนงานเปิดตัว Cybercab 3 ก.ย.

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • Waymo ประกาศเพิ่ม 3 ตลาดใหม่ ขยายเครือข่ายบริการรถไร้คนขับครอบคลุมกว่า 10 เมืองในสหรัฐฯ
  • Tesla มีกำหนดเปิดตัว Cybercab รถยนต์ไร้คนขับสองที่นั่งในวันที่ 3 กันยายนนี้
  • ศึกครั้งนี้เป็นการปะทะกันระหว่างแนวทางเซ็นเซอร์ผสมของ Waymo กับแนวทางกล้องและ AI ล้วนของ Tesla

การแข่งขันในตลาดรถยนต์ไร้คนขับเดือดพล่านขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อ Waymo ออกมาโต้กลับผ่านบล็อกโพสต์และให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Axios เพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ Tesla จะจัดงานอีเวนต์ใหญ่ในวันที่ 3 กันยายน เพื่อเปิดตัวรถยนต์ Cybercab แบบสองที่นั่งอย่างเป็นทางการสำหรับเข้าร่วมฝูงบินโรโบแท็กซี่ของตนเอง พร้อมกันนี้ Waymo ยังได้ประกาศเปิดตัวตลาดใหม่อีก 3 แห่งเมื่อเช้าวันอแม้ว่าข้อโต้แย้งทางเทคนิคของ Waymo จะค่อนข้างซับซ้อน แต่ก็จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนบนโซเชียลมีเดียตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เดิมทีการแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้เป็นเรื่องของแนวคิดและปรัชญาทางวิศวกรรมมานานหลายปี แต่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา Waymo ได้เลือกใช้แนวทางอวดผลงานจากประสบการณ์จริงบนท้องถนน โดย Waymo เลือกใช้แนวทางอนุรักษ์นิยมด้วยการผสมผสานกล้อง เรดาร์ และเซ็นเซอร์ไลดาร์ (lidar) เข้ากับรถยนต์ที่ผลิตโดยค่ายรถยนต์รายอื่น แนวทางนี้ช่วยให้บริษัทสามารถขยายฝูงบินรถไร้คนขับได้ถึงประมาณ 4,000 คัน ใน 14 เมืองทั่วสหรัฐอเมริกา และให้บริการผู้โดยสารด้วยเที่ยวบินที่ชำระเงินแล้วมากถึง 500,000 เที่ยวต่อสัปดาห์

autonomous car sensor technology

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ในฝั่งของ Tesla นั้น อีลอน มัสก์ (Elon Musk) เคยแสดงความไม่เห็นด้วยกับการใช้ไลดาร์มาโดยตลอด โดยเรียกว่าเป็นเพียงเครื่องพยุงตัว และทุ่มงบประมาณรวมถึงความพยายามทั้งหมดไปกับการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับเต็มรูปแบบโดยใช้เพียงกล้องและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เท่านั้น ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา Tesla ได้พัฒนา Cybercab รถเก๋งสีทองแบบสองที่นั่งที่สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อการขับเคลื่อนอัตโนมัติตั้งแต่ต้น โดยไม่มีพวงมาลัยหรือแป้นเหยียบ และมีแบตเตอรี่ขนาดค่อนข้างเล็ก ซึ่งบริษัทตั้งเป้าผลิตปีละมากกว่า 125,000 คัน

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

4,000รถโรโบแท็กซี่ของ Waymo
500,000เที่ยวผู้โดยสารต่อสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม Tesla ยังคงต้องพิสูจน์ว่าซอฟต์แวร์ขับเคลื่อนอัตโนมัติของตนมีความสามารถในการทำงานเต็มรูปแบบจริง เนื่องจากบริษัทมีความล่าช้ากว่ากำหนดเดิมไปหลายปี โดยมัสก์เคยสัญญาไว้ว่าจะมีรถแท็กซี่ไร้คนขับ 1 ล้านคันบนท้องถนนในปี 2020 แม้ว่าในปีที่ผ่านมาบริษัทจะเริ่มทดลองเครือข่าย Tesla Robotaxi ในบางเมืองของรัฐเท็กซัสและฟลอริดาโดยใช้รถเอสยูวี Model Y ที่ดัดแปลงแล้วก็ตาม การทดสอบเหล่านี้ยังคงจำกัดวงแคบเนื่องจากบริษัทให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากกว่าการขยายสเกล และเพิ่งถอดเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยออกจากรถยนต์ส่วนใหญ่เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้

การปะทะกันครั้งนี้สะท้อนถึงสงครามทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ระหว่างสองแนวคิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในอุตสาหกรรมยานยนต์ไร้คนขับ แนวทางของ Waymo เน้นความปลอดภัยรอบด้านด้วยฮาร์ดแวร์หลากหลายชนิด (Sensor Fusion) ที่มีต้นทุนสูงแต่พิสูจน์แล้วว่าใช้งานได้จริงในวงกว้าง ขณะที่ Tesla เลือกเดิมพันครั้งใหญ่กับซอฟต์แวร์ AI และกล้องล้วนเพื่อกดต้นทุนให้ต่ำและผลิตในปริมาณมหาศาล ซึ่งหาก Tesla ทำสำเร็จตามเป้าหมาย ย่อมสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ให้กับตลาดมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์นี้อย่างแน่นอน

สถานการณ์กำลังจะเปลี่ยนไปเมื่อ Tesla เริ่มจดทะเบียนรถ Cybercab กับสำนักงานขนส่งรัฐเท็กซัส (Texas DMV) ก่อนงานวันที่ 3 กันยายนนี้ แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าบริษัทจะขยายฝูงบินเร็วแค่ไหนหลังการเปิดตัว แต่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียได้พบเห็นรถรุ่นดังกล่าวจอดอยู่ตามลานจอดรถทั่วประเทศเป็นจำนวนมากแล้ว หากเทคโนโลยี AI ของ Tesla พิสูจน์ได้ว่าสามารถทำงานในสเกลใหญ่ได้จริง ย่อมเป็นความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ของบริษัท แต่ก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายอื่นๆ ในการบริหารเครือข่ายรถแท็กซี่ไร้คนขับ เช่น การรับมือกับสภาพอากาศเลวร้าย เหตุฉุกเฉิน และเขตโรงเรียน ซึ่ง Waymo กำลังเผชิญและเรียนรู้อยู่ในปัจจุบัน

ที่มา: TechCrunch

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้