สภาผู้แทนราษฎรจัดเสวนา 15 ก.ย. 2569 แก้ปัญหาวิกฤตเกิดน้อย
นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ นำทีมระดมสมองกว่า 500 คนในวันที่ 15 ก.ย. 2569 ณ อาคารรัฐสภา รับมือวิกฤตอัตราเจริญพันธุ์ลดฮวบเหลือ 1.0

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เตรียมจัดเสวนาระดับชาติ 15 ก.ย. 2569
- รับมือวิกฤตประชากรไทย อัตราเจริญพันธุ์รวม (TFR) ดิ่งเหลือ 1.0 ต่อสตรีหนึ่งคน
- ระดมผู้เชี่ยวชาญกว่า 500 คนถกปัญหาความเหลื่อมล้ำและคุณภาพเด็กเกิดใหม่
- รวมรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงร่วมขับเคลื่อนข้อเสนอแก้กฎหมาย
วันที่ 2 ก.ย. 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมการจัดโครงการสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน ภายใต้กิจกรรมการเสวนาระดับชาติในหัวข้อ “วิกฤตเกิดน้อยด้อยคุณภาพ” ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 15 ก.ย. 2569 ณ อาคารรัฐสภา
การประชุมเตรียมความพร้อมครั้งนี้จัดขึ้นเนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตโครงสร้างประชากรที่กำลังทวีความรุนแรงและรวดเร็วขึ้นอย่างมาก โดยข้อมูลระบุว่าอัตราเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate หรือ TFR) ของประเทศไทยได้ลดลงเหลือเพียง 1.0 ต่อสตรีหนึ่งคน ซึ่งถือว่าต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรอย่างมีนัยสำคัญ
สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่จำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงเท่านั้น แต่ยังสร้างความกังวลในเรื่องความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการสุขภาพ สวัสดิการ การศึกษา และโอกาสในการพัฒนาเด็กให้เต็มศักยภาพ ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างกำลังแรงงานและศักยภาพในการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
สำหรับงานเสวนาระดับชาติดังกล่าว จะมีการระดมสมองจากผู้เข้าร่วมกว่า 500 คน รวมถึงการเสวนาทางวิชาการโดยผู้ทรงคุณวุฒิและรัฐมนตรีจากหลายกระทรวงสำคัญ อาทิ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และ นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัทชั้นนำ
วิกฤตอัตราการเกิดที่ลดลงต่ำกว่าระดับทดแทน (2.1 ต่อสตรีหนึ่งคน) ถือเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่หลายประเทศกำลังเผชิญ แต่สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์เกิดขึ้นด้วยความเร็วสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่ง การแก้ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนประชากร แต่ต้องยกระดับคุณภาพชีวิตและการลงทุนในทุนมนุษย์ตั้งแต่วัยเด็ก เพื่อทดดแทนปริมาณแรงงานที่กำลังหดตัวลงในอนาคต
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น