Uber ปลดพนักงาน 3,300 ตำแหน่ง หั่นเก้าอี้ผู้บริหาร 20%
Uber ประกาศปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ เลิกจ้างพนักงาน 3,300 คน ลดตำแหน่งผู้บริหาร 20% และโยกทรัพยากรลุยธุรกิจหลักอย่างเรียด์เชอริ่ง เดลิเวอรี และแท็กซี่ไร้คนขับ พร้อมคุมเข้มการทำงานเข้าออฟฟิศ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Uber เลิกจ้างพนักงาน 3,300 ตำแหน่งและลดตำแหน่งผู้บริหารลง 20%
- มุ่งเน้นทรัพยากรไปที่บริการเรียกรถ ขนส่งอาหาร และหุ่นยนต์แท็กซี่
- ปรับนโยบายการทำงานเหลือพนักงานทำงานทางไกลเต็มรูปแบบเพียง 1% และบังคับเข้าออฟฟิศแบบไฮบริด 3 วันต่อสัปดาห์
บริษัท Uber ประกาศแผนปรับโครงสร้างองค์กรขนานใหญ่ด้วยการเลิกจ้างพนักงานจำนวน 3,300 ตำแหน่ง พร้อมทั้งปรับลดจำนวนตำแหน่งงานระดับบริหารลงถึง 20% และควบรวมทีมงานหลายส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจและการตัดสินใจที่รวดเร็วขึ้น
ดารา คอสโรชาฮี (Dara Khosrowshahi) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Uber ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางอีเมลภายในที่ส่งสารถึงพนักงาน โดยระบุว่าบริษัทจะมุ่งเน้นการทุ่มเททรัพยากรและงบประมาณไปยังธุรกิจแกนหลัก ซึ่งประกอบด้วยบริการเรียกรถโดยสาร บริการจัดส่งอาหาร และการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับหรือโรโบแท็กซี่ (robotaxi)
แม้ว่าโฆษกของทางบริษัทจะออกมายืนยันว่าการปรับโครงสร้างในครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์หรือบริการเดิม รวมถึงพันธมิตรด้านการเดินทางที่มีอยู่ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์และผู้สังเกตการณ์ต่างตั้งข้อสังเกตว่าการหันกลับมาโฟกัสเฉพาะธุรกิจหลัก อาจทำให้ความสำคัญและการลงทุนในพาร์ทเนอร์ด้านการเดินทาง เช่น บริการจองเที่ยวบินและฟินเทคกับ Hopper บริการโรงแรมและที่พักกับ Expedia รวมถึงบริการรถไฟและรถบัสกับ Omio ลดลงในระยะยาว เนื่องจากบริการเหล่านี้ไม่ใช่รายได้หลักของบริษัท

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
"Uber's reorganization doesn't directly impact its product portfolio, according to the company, but its attention is focused on core businesses."
Uber Spokesperson
การปรับโครงสร้างองค์กรและลดขนาดทีมงานในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ทั่วโลกที่หันมาให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าทางการเงิน (financial discipline) และผลกำไรจากธุรกิจหลัก (core competencies) มากกว่าการกระจายการลงทุนไปยังโครงการทดลองที่มีความเสี่ยงสูงหรือใช้เวลานานกว่าจะสร้างรายได้ที่เป็นกอบเป็นกำ การทุ่มสรรพกำลังไปที่รถยนต์ไร้คนขับและบริการส่งของยังสอดคล้องกับทิศทางตลาดโลจิสติกส์ยุคใหม่ที่แข่งขันกันด้วยต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำลง
นอกจากการปรับลดจำนวนพนักงานแล้ว ทางบริษัทยังได้ยกระดับความเข้มงวดด้านนโยบายการทำงานในสถานที่ทำงาน โดยจะเหลือพนักงานเพียงประมาณ 1% เท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานจากที่บ้านได้อย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่พนักงานส่วนใหญ่จะต้องปฏิบัติตามนโยบายการทำงานแบบผสมผสาน (hybrid) โดยต้องเข้ามาปฏิบัติงานที่สำนักงานเป็นเวลา 3 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งนโยบายดังกล่าวสะท้อนแนวคิดการบริหารงานของคอสโรชาฮีที่เคยใช้มาตั้งแต่สมัยบริหาร Expedia
ที่มา: Skift
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น