ศุภชัย จี้ กกต. เมินแรงกดดันปมฮั้วส.ว. เตือนอย่ารีบสั่งฟ้อง
ศุภชัยตั้งข้อสังเกตปมเปิดเผยสำนวนคณะ 36 ฮั้ว ส.ว. เตือน กกต. อย่าหวั่นกระแสสังคมกดดันให้รีบฟ้องทุกรายโดยไม่กลั่นกรองพยานหลักฐาน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ศุภชัยตั้งคำถามถึงการเปิดเผยสำนวนคณะ 36 และการตีความที่ทำให้ข้อกล่าวหาเสมือนเป็นข้อยุติ
- เตือนว่าการนำหลักฐานมาเปิดเผยต้องตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายตามหลัก Due Process of Law
- ระบุ กกต. ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ที่ต้องส่งฟ้องทุกคนตามกระแสสังคม
- ย้ำศาลพิจารณาจากพยานหลักฐานที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่จากคำพิพากษาที่สังคมเขียนล่วงหน้า
ศุภชัยออกโรงแสดงความเห็นกรณีการเปิดเผยเอกสารสำนวนคณะ 36 เกี่ยวกับการฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โดยระบุว่าการนำสำนวนมาเปิดเผย ตีความ และขยี้ซ้ำๆ จนทำให้ข้อกล่าวหาดูเสมือนเป็นข้อยุตินั้น เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง แม้ผู้ที่นำมาเปิดเผยอาจคิดว่าตนเองกำลังทำหน้าที่เป็นวีรบุรุษผู้เปิดโปงความจริง แต่เจตนาที่ดีไม่ได้ทำให้วิธีการที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมายกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องได้
ประเด็นดังกล่าวเชื่อมโยงกับหลักการสำคัญทางกฎหมายอย่าง Due Process of Law หรือกระบวนการอันชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงแนวคิด Fruit of the Poisonous Tree หรือผลไม้จากต้นไม้พิษ ซึ่งเตือนให้ตระหนักว่า หากต้นทางของพยานหลักฐานมีความผิดปกติหรือได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สิ่งที่สืบเนื่องมาจากต้นทางนั้นย่อมต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดเช่นกัน คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่าหลักฐานเหล่านั้นมีที่มาจากไหน ได้มาอย่างไร และมีความเชื่อมโยงถึงผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายมากน้อยเพียงใด

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
นอกจากนี้ ศุภชัยยังได้แสดงความห่วงใยต่อกระแสความกดดันที่พยายามบีบให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องรีบฟ้องร้องและยื่นศาลทุกราย โดยชี้แจงว่า กกต. ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ที่จะทำหน้าที่รับสำนวนแล้วส่งรายชื่อทั้งหมดไปให้ศาลพิจารณา แต่ กกต. มีหน้าที่หลักในการกลั่นกรองข้อเท็จจริง ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน และใช้ดุลพินิจพิจารณาเป็นรายบุคคล หากพบว่าหลักฐานไม่ถึงใครก็ต้องกล้าที่จะไม่ดำเนินการต่อ จะใช้แนวคิดว่าอยู่ในสำนวนเดียวกันแล้วต้องฟ้องทั้งหมดไม่ได้เป็นอันขาด
ในมุมมองทางกฎหมายและการเมือง การที่เอกสารในสำนวนสอบสวนถูกนำออกมาเผยแพร่สู่สาธารณะก่อนที่คดีจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล มักสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อองค์กรอิสระอย่าง กกต. ปรากฏการณ์นี้สะท้อนความท้าทายในการรักษาระเบียบวิธีพิจารณาความ ท่ามกลางกระแสสังคมที่ต้องการความรวดเร็วและบทลงโทษเด็ดขาด ซึ่งอาจกระทบต่อความเป็นธรรมรายบุคคลที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ความผิดในชั้นศาล
ยิ่งสำนวนถูกนำมาตีความและขยี้ในพื้นที่สาธารณะมากเท่าใด กกต. ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้นเท่านั้น ไม่ควรปล่อยให้กระแสกดดันหรือเสียงเชียร์ให้ฟ้องให้หมดมามีอิทธิพลเหนือการใช้ดุลพินิจตามกรอบกฎหมาย เพราะเมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการของศาลแล้ว จะไม่มีจำนวนโพสต์หรือเสียงเชียร์ใดๆ มีผลต่อการตัดสิน มีเพียงข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้นที่เป็นเครื่องตัดสินความผิด
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น