Bangkok Business Summit 2026: รายงานธนาคารโลกแนะไทยปรับใหญ่
ธนาคารโลกเปิดรายงาน Building Thailand's Future Today ชี้เศรษฐกิจโตเฉลี่ย 2.2% หลังโควิด เสนอเป้าหมายรายได้ต่อหัวโต 5.4% สู่ประเทศรายได้สูงปี 2580

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- เศรษฐกิจไทยโตเฉลี่ยเพียง 2.2% ต่อปี (2564-2567) หลังยุคโควิด-19
- ตั้งเป้ารายได้ต่อหัวโต 5.4% ต่อปี เพื่อก้าวสู่ประเทศรายได้สูงในปี 2580
- ธนาคารโลกแนะยกระดับ 5 อุตสาหกรรมสู่นวัตกรรมและทักษะสูง
- แก้ปัญหาการศึกษาโดยด่วนหลังพบเด็ก 15 ปีคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์เกินครึ่ง
อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในช่วงปี 2564 ถึง 2567 อยู่ที่ระดับเฉลี่ยเพียงร้อยละ 2.2 ต่อปีเท่านั้น หากประเทศไทยมีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับขึ้นเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2580 อัตราการเติบโตของรายได้ต่อหัวจะต้องพุ่งขึ้นไปถึงเฉลี่ยร้อยละ 5.4 ต่อปีตลอดช่วงทศวรรษหน้า
ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาเปิดเผยผ่านรายงานชิ้นสำคัญที่มีชื่อว่า Building Thailand's Future Today ซึ่งจัดทำโดยธนาคารโลกและเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Bangkok Business Summit 2026 โดยในรายงานระบุว่า โมเดลเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมที่เคยขับเคลื่อนประเทศมาตลอดระยะเวลา 35 ปีที่ผ่านมา เริ่มไม่เพียงพอต่อการรับมือกับการแข่งขันในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การค้าโลก ภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากรแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2534 ประเทศไทยเคยสร้างงานที่มีค่าจ้างหรือเงินเดือนเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 11 ล้านตำแหน่ง พร้อมกับรายได้ต่อหัวที่ขยายตัวมากกว่าสองเท่า ความสำเร็จในอดีตนี้ขับเคลื่อนผ่านการเปิดรับการค้าและการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รวมถึงฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และการท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยกลับเผชิญภาวะชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการเติบโตลดลงจากค่าเฉลี่ยร้อยละ 8 ต่อปีในช่วงปี 2534 ถึง 2539 ดิ่งลงเหลือร้อยละ 3.6 ในช่วงปี 2553 ถึง 2562 และทรุดตัวลงเหลือร้อยละ 2.2 หลังวิกฤตโควิด ขณะที่การจ้างงานในระบบแทบจะหยุดนิ่งลงอย่างเห็นได้ชัด
อุปสรรคสำคัญไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนเม็ดเงินลงทุนหรือบริษัทชั้นนำ แต่ปัญหาหลักคือผลิตภาพระดับสูงยังคงกระจุกตัวอยู่เฉพาะในบริษัทขนาดใหญ่ โรงเรียนชั้นนำ และพื้นที่กรุงเทพมหานคร บริษัทไทยจำนวนมากยังติดอยู่ในกิจกรรมที่มีมูลค่าต่ำ การลงทุนจากต่างประเทศส่งผลให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ธุรกิจท้องถิ่นในปริมาณที่จำกัด และแรงงานจำนวนมากยังขาดโอกาสเข้าถึงทักษะที่เศรษฐกิจยุคใหม่เรียกร้อง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
การวิเคราะห์เชิงลึกชี้ให้เห็นว่า การที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาบริษัทขนาดใหญ่และกระจุกตัวในเมืองหลวงมากเกินไป ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและลดทอนความยืดหยุ่นในการรับมือกับวิกฤตโลก การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขบังคับหากไทยต้องการหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง
เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดเหล่านี้ ธนาคารโลกได้เสนอแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจในสองมิติหลักควบคู่กันไป มิติแรกคือการยกระดับรูปแบบการแข่งขันจากการพึ่งพาปริมาณ ขนาด และต้นทุนต่ำ ไปสู่การแข่งขันที่อาศัยทักษะ เทคโนโลยี ความรู้ และนวัตกรรม มิติที่สองคือการสร้างพลวัตทางเศรษฐกิจ เปิดทางให้บริษัทหน้าใหม่เข้าสู่ตลาดและเติบโตได้ ยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของโรงเรียนส่วนใหญ่ และพัฒนาทรัพยากรในเมืองรองให้สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยตนเอง
รายงานได้คัดเลือก 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลกและความได้เปรียบของประเทศ ได้แก่:
- การผลิตขั้นสูง: ต่อยอดจากยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์สู่งานออกแบบ วิศวกรรม และชิ้นส่วน AI
- การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและยั่งยืน: เน้นเพิ่มมูลค่าต่อคนและกระจายรายได้สู่ภูมิภาค
- บริการดิจิทัล: ใช้ประโยชน์จากระบบชำระเงินดิจิทัลที่มีอยู่
- เกษตรและอาหาร: ยกระดับฐานการผลิตอาหารและสร้างนวัตกรรม
- อุตสาหกรรมสร้างสรรค์: ขยายตลาดทุนทางวัฒนธรรมและคอนเทนต์
ที่มา: Techsauce
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น