ครม.ไฟเขียว ยกเว้นภาษีเงินช่วยเหลือทหารเกษียณก่อนกำหนด รับเงินก้อนเต็มจำนวน
คณะรัฐมนตรีอนุมัติยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินช่วยเหลือและ กบข. ของทหารที่เข้าร่วมโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด ตั้งแต่ปีภาษี 2568 เป็นต้นไป

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ครม.อนุมัติยกเว้นภาษีเงินช่วยเหลือทหารเกษียณก่อนกำหนด
- ครอบคลุมนายทหารยศพันเอก นาวาเอก และนาวาอากาศเอกขึ้นไป
- เงินช่วยเหลือคิดเป็น 7-10 เท่าของเงินเดือนสุดท้ายรวมเงินประจำตำแหน่ง
- กระทรวงการคลังประเมินรายได้ภาษีที่อาจสูญเสียราว 40 ล้านบาทต่อปี
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินช่วยเหลือและผลประโยชน์ที่ได้รับจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) สำหรับข้าราชการทหารที่เข้าร่วมโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด โดยเริ่มมีผลสำหรับเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ปีภาษี 2568 เป็นต้นไป เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับเงินช่วยเหลือเป็นก้อนแบบเต็มจำนวนโดยไม่มีภาระภาษีมาหักลดในช่วงเปลี่ยนผ่านหลังพ้นจากราชการ
มาตรการดังกล่าวสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งเห็นชอบโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของกระทรวงกลาโหม โดยมีเป้าหมายหลักในการปรับขนาดอัตรากำลังพลให้มีความเหมาะสม ลดความคับคั่งของกำลังพลระดับสูง เพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการ และช่วยประหยัดงบประมาณด้านบุคลากรภาครัฐในระยะยาว ซึ่งหลักเกณฑ์นี้เทียบเคียงได้กับมาตรการที่เคยใช้ในช่วงปีงบประมาณ 2557-2561

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
สำหรับเงื่อนไขของผู้ที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการนี้ จะต้องเป็นข้าราชการทหารชั้นยศพันเอก นาวาเอก และนาวาอากาศเอกขึ้นไป ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป มีเวลาราชการไม่น้อยกว่า 25 ปี และมีเวลาราชการเหลืออยู่อย่างน้อย 2 ปี โดยจะได้รับเงินช่วยเหลือเป็นเงินก้อนประมาณ 7 ถึง 10 เท่าของเงินเดือนเดือนสุดท้ายรวมกับเงินประจำตำแหน่ง พร้อมทั้งสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ตามที่โครงการกำหนดไว้
การดำเนินโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดหรือ Early Retirement ในหน่วยงานภาครัฐและกระทรวงกลาโหมถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับโครงสร้างองค์กร (Right-sizing) เพื่อลดสัดส่วนบุคลากรภาครัฐในระยะยาว การที่ภาครัฐยกเว้นภาษีให้แก่เงินช่วยเหลือก้อนนี้ นอกจากจะเป็นการรักษาขวัญกำลังใจและเยียวยาผู้ปฏิบัติงานที่เสียสละลาออกจากราชการก่อนกำหนดแล้ว ยังช่วยลดอุปสรรคทางการเงินที่อาจทำให้ข้าราชการลังเลที่จะเข้าร่วมโครงการอีกด้วย
"การยกเว้นภาษีครั้งนี้จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับเงินช่วยเหลือเต็มจำนวน ลดภาระภาษีในช่วงเปลี่ยนผ่านหลังออกจากราชการ และเป็นแรงจูงใจให้การดำเนินโครงการบรรลุเป้าหมายในการปรับโครงสร้างกำลังพลของกระทรวงกลาโหม พร้อมช่วยให้รัฐสามารถบริหารงบประมาณด้านบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว"
น.ส.ลลิดา
ในด้านผลกระทบต่อรายได้ของรัฐ กระทรวงการคลังได้ประเมินว่า หากไม่มีการประกาศใช้มาตรการยกเว้นภาษีในครั้งนี้ รัฐจะสามารถจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินช่วยเหลือดังกล่าวได้ประมาณ 40 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 120 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 3 ปีของโครงการ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเล็งเห็นว่าความคุ้มค่าในระยะยาวจากการปรับลดขนาดกำลังพลและการประหยัดงบประมาณบุคลากรมีความสำคัญมากกว่า
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น