ข้ามไปเนื้อหาหลัก

Thea Energy คว้าทุนสนับสนุน 20 ล้านดอลลาร์ ลุยสร้างแม่เหล็กเตาปฏิกรณ์ฟิวชัน

สตาร์ทอัพพลังงานฟิวชัน Thea Energy ได้รับทุนจากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ 20 ล้านดอลลาร์ เพื่อเร่งผลิตแม่เหล็ก HTS แบบแยกส่วนสำหรับเตาปฏิกรณ์สเตลลาเรเตอร์

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
28 Jul 2026ที่มา: TechCrunch3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)อัปเดตล่าสุด 02 Aug 2026
แชร์
Thea Energy คว้าทุนสนับสนุน 20 ล้านดอลลาร์ ลุยสร้างแม่เหล็กเตาปฏิกรณ์ฟิวชัน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • Thea Energy ได้รับทุนมูลค่า 20 ล้านดอลลาร์จาก ARPA-E
  • เงินทุนดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ผลิตแม่เหล็ก HTS แบบแยกส่วน
  • เตาปฏิกรณ์ของบริษัทใช้ดีไซน์สเตลลาเรเตอร์ที่มีความซับซ้อน
  • บริษัทตั้งเป้าสร้างโรงไฟฟ้าฟิวชันเชิงพาณิชย์ในช่วงกลางทศวรรษ 2040

การผลิตฮาร์ดแวร์ขั้นสูงมักมีต้นทุนที่สูงลิ่ว แต่ล่าสุดสตาร์ทอัพด้านพลังงานฟิวชันอย่าง Thea Energy กำลังได้รับความช่วยเหลือครั้งสำคัญจากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดนี้

บริษัท Thea Energy เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า ทางบริษัทได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 20 ล้านดอลลาร์จาก ARPA-E เพื่อช่วยในการผลิตแม่เหล็กตัวนำยิ่งยวดอุณหภูมิสูงแบบแยกส่วน หรือที่เรียกว่า HTS (high-temperature superconducting) magnets

$20Mทุนสนับสนุนจาก ARPA-E
12แม่เหล็กหลักขนาดใหญ่
300+แม่เหล็กขนาดเล็กควบคุมพลาสม่า

แม่เหล็ก HTS ถือเป็นชิ้นส่วนที่มีราคาแพงแต่มีความสำคัญอย่างยิ่งในเตาปฏิกรณ์แบบกักเก็บแม่เหล็ก (magnetic confinement reactor) ซึ่งเป็นหนึ่งในสองแนวทางหลักที่เหล่าสตาร์ทอัพใช้ในการพยายามนำพลังงานฟิวชันมาใช้ในเชิงพาณิชย์ โดยสนามแม่เหล็กทรงพลังในเตาปฏิกรณ์เหล่านี้ทำหน้าที่กักเก็บและบีบอัดพลาสม่า พร้อมทั้งช่วยให้ความร้อนแก่คาร์บอนหรืออนุภาคต่างๆ จนกว่าเชื้อเพลิงจะเกิดปฏิกิริยาฟิวชันและปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมา

superconducting magnet hardware engineering

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

เตาปฏิกรณ์ของ Thea Energy มีพื้นฐานการออกแบบที่เรียกว่า สเตลลาเรเตอร์ (stellarator) ซึ่งมีลักษณะคล้ายยางในรถยนต์ที่ถูกบิดและบีบอัดในรูปแบบต่างๆ เพื่อช่วยกักเก็บพลาสม่าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสเตลลาเรเตอร์ส่วนใหญ่ใช้แม่เหล็กที่ถูกสร้างขึ้นเลียนแบบรอยบิดและรอยโค้งเหล่านั้น ซึ่งทำให้มีต้นทุนการผลิตที่สูงมาก

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

เทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์แบบสเตลลาเรเตอร์ (Stellarator) ถือเป็นคู่แข่งสำคัญของดีไซน์โทคาแมค (Tokamak) ที่นิยมใช้กันแพร่หลาย จุดเด่นของสเตลลาเรเตอร์คือความสามารถในการควบคุมพลาสม่าอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องอาศัยกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำภายในพลาสม่าเหมือนโทคาแมค ทำให้ลดความเสี่ยงเรื่องพลาสม่าหลุดจากการควบคุม แต่ความท้าทายหลักคือรูปทรงเรขาคณิตที่ซับซ้อนมากจนการสร้างแม่เหล็กให้เข้ารูปทำได้ยากและมีราคาแพง แนวทางของ Thea Energy ที่เลือกใช้แม่เหล็กน้อยพิมพ์เขียวแต่ใช้ซอฟต์แวร์ควบคุมจึงเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหานี้

เพื่อลดต้นทุนการผลิตดังกล่าว Thea Energy จึงเลือกใช้รูปแบบแม่เหล็กที่มีความหลากหลายน้อยลง โดยแม่เหล็กขนาดใหญ่ 12 ตัวที่ทำหน้าที่หลักสร้างจากแม่เหล็กต้นแบบเพียง 4 แบบเท่านั้น ขณะเดียวกันแม่เหล็กขนาดเล็กกว่า 300 ตัวที่ใช้ปรับแต่งพลาสม่าให้ละเอียดขึ้นนั้นมีรูปร่างเหมือนกันทั้งหมด โดยพวกมันถูกจัดเรียงไว้รอบขอบของเตาปฏิกรณ์ คล้ายกับการกระจายตัวของพิกเซลบนหน้าจอคอมพิวเตอร์

ทางบริษัทระบุว่า แม่เหล็กขนาดเล็กเหล่านี้ถูกควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ ซึ่งการจัดวางลักษณะนี้จะช่วยให้เกณฑ์ความคลาดเคลื่อนในการก่อสร้างมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และอาจช่วยลดต้นทุนลงได้ในที่สุด

ทั้งนี้ Thea Energy จัดเป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพด้านพลังงานฟิวชันที่ระดมทุนได้มากที่สุด โดยก่อนหน้านี้เพิ่งระดมทุนไปได้ 100 ล้านดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม นอกเหนือจากเงินทุนซีรีส์ A อีก 20 ล้านดอลลาร์ที่ได้รับในปี 2024 และเช่นเดียวกับบริษัทอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกัน Thea Energy มีแผนที่จะสร้างโรงไฟฟ้าฟิวชันเชิงพาณิชย์ในช่วงกลางทศวรรษ 2040

ที่มา: TechCrunch

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้