สถาปัตยกรรมไร้ไฟดับ: เมื่อบ้านพึ่งพาความเย็นธรรมชาติ
เจาะลึกแนวคิด passive survivability และตัวอย่างงานสถาปัตยกรรมทั่วโลกที่ออกแบบบ้านให้ยังคงความเย็นได้แม้ในยามที่ไฟฟ้าดับ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- แนวคิด passive survivability คือความสามารถของอาคารในการรักษาอุณหภูมิให้มนุษย์อยู่ได้ยามระบบปรับอากาศขัดข้อง
- งานวิจัยปี 2022 ชี้ว่าการบังแดดและการระบายอากาศธรรมชาติช่วยลดอุณหภูมิพีคในพอร์ตแลนด์ได้ราว 14 องศาเซลเซียส
- บ้านและเกสต์เฮาส์ในอินเดีย อิหร่าน อียิปต์ และเวียดนาม นำภูมิปัญญาดั้งเดิมมาประยุกต์ใช้เพื่อสู้กับความร้อนโดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ
เมื่อระบบปรับอากาศและคอมเพรสเซอร์เข้ามามีบทบาทในงานออกแบบยุคใหม่ สถาปนิกก็เริ่มละเลยการใช้ลมธรรมชาติและทิศทางแสงแดดภายนอก ท่ามกลางอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นและความต้องการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้น นักออกแบบจึงหันกลับมาทบทวนว่าตัวอาคารควรดึงหน้าที่ในการควบคุมอุณหภูมิกลับมาอย่างไร โดยเฉพาะในยามที่เกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับ ซึ่งโครงสร้างของอาคารจะทำหน้าที่กำหนดความเร็วของความร้อนที่ซึมเข้ามาและช่วยระบายอากาศหลังจากดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าแล้ว แนวคิดนี้ถูกเรียกว่า passive survivability หรือความสามารถในการอยู่รอดของอาคารยามไร้พลังงาน
งานศึกษาจาก Applied Energy ในปี 2022 ซึ่งจำลองอุณหภูมิในอพาร์ตเมนต์ช่วงคลื่นความร้อนในพอร์ตแลนด์เมื่อเดือนมิถุนายน 2021 พบว่า การติดตั้งแผงบังแดดและการระบายอากาศธรรมชาติสามารถลดอุณหภูมิภายในอาคารช่วงพีคลงได้ประมาณ 14 องศาเซลเซียส หรือ 25 องศาฟาเรนไฮต์ ตลอดช่วงเวลา 3 วันของเหตุการณ์ดังกล่าว นอกจากนี้กลยุทธ์เดียวกันนี้ยังช่วยลดภาระการทำความเย็นแบบใช้พลังงานไฟฟ้าได้มากถึง 80 เปอร์เซ็นต์
ในภูมิภาคต่างๆ สถาปนิกกำลังนำแนวทางนี้กลับมาตีความใหม่ เช่นที่ Jalmanjar Farmhouse ใกล้เมืองอาห์เมดาดาบ ประเทศอินเดีย ออกแบบโดย PYHT — BioArchitects ซึ่งสร้างผนังกรองแสงจากบล็อกดินอัดเป็นรูพรุนเพื่อกรองแสงแดดร่วมกับหอรับลม (windcatchers) ด้านหลังผนังชั้นนอกนี้มีระเบียงและคอร์ตยาร์ดกลางบ้านช่วยถ่ายเทอากาศ โดยโครงสร้างผนังหนาและช่องว่างเหล่านี้ทำหน้าที่จัดการความร้อนก่อนที่ระบบกลไกใดๆ จะเริ่มทำงาน
"Before cooling became an appliance, it was an integrated part of the building."
Designboom
ขณะที่ Nedarag Guesthouse ในภูมิภาคบลูเชสถาน ประเทศอิหร่าน ออกแบบโดย NextOffice ได้สร้างยูนิตที่พักอาศัย 3 ยูนิตไว้ใต้ร่มเงาของหลังคาใบปาล์มผืนใหญ่ที่ลอยอยู่เหนือคอร์ตยาร์ดส่วนกลาง ตัวหลังคารับความร้อนจากแสงอาทิตย์โดยตรง ขณะที่ห้องพักหินแบบ dry-stacked อยู่ด้านล่างโดยมีชั้นอากาศเคลื่อนที่คั่นกลาง ช่วยให้พื้นที่ร่มเงาขยายออกไปนอกตัวอาคารและเปิดโอกาสให้ผู้คนทำกิจกรรมกลางแจ้งได้

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
แนวคิดการออกแบบเชิงรับ (Passive Design) ไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่เป็นการผสมผสานวัสดุที่มีมวลความร้อนสูง (Thermal Mass) และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับวิศวกรรมยุคใหม่ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤตการณ์ด้านพลังงานและสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นในอนาคต
ในทำนองเดียวกัน Malik Architecture ในเมืองชัยปูร์ ประเทศอินเดีย ได้สร้าง House of Solid Stone จากหินทรายสีดำที่มีผนังกลวงซ้อนกันเพื่อสร้างฉนวนความร้อน ขณะที่ Breathing House ในเมืองมาร์ซาอะลัม ประเทศอียิปต์ โดย Karm Architecture Lab เลือกใช้อผนังปูนปะการังฟอสซิลหนา 45 ถึง 60 เซนติเมตรเพื่อรับมือกับอุณหภูมิฤดูร้อนที่อาจสูงถึง 50 องศาเซลเซียส ส่วนที่เวียดนาม Bat Trang House ในกรุงฮานอย โดย VTN Architects ได้ห่อหุ้มบ้านด้วยอิฐเซรามิกเจาะรูท้องถิ่นเพื่อสร้างระบบระบายอากาศ 3 ชั้นผ่านพื้นที่สีเขียว
ที่มา: designboom
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น