ศุภณัฐ แฉหนังสือเตือน อนุทิน จัดระเบียบ Data Center ตั้งแต่ 67
นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน เผยหนังสือยื่นกระทรวงมหาดไทยตั้งแต่ 3 ต.ค. 67 จี้คุม Data Center แต่ไร้การตอบสนอง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ศุภณัฐแฉหนังสือยื่นอนุทินตั้งแต่ 3 ต.ค. 2567
- เตือนภัยผลกระทบ Data Center แต่ไร้การตอบสนอง
- จี้แก้กฎหมาย 3 ฉบับคุมผังเมือง อาคาร และ EIA
- กระแสสังคมบีบรัฐบาลขยับตัวแบบวัวหายล้อมคอก
นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยเอกสารราชการสำคัญเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 โดยระบุถึงหนังสือที่เคยส่งตรงถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อเตือนภัยและเสนอแนวทางการควบคุมการขยายตัวของศูนย์ข้อมูลหรือดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ให้รัดกุมยิ่งขึ้นตั้งแต่อดีต
เอกสารดังกล่าวลงวันที่ 3 ตุลาคม 2567 สะท้อนให้เห็นว่าผู้แทนราษฎรรายนี้ได้พยายามผลักดันมาตรการเชิงนโยบายล่วงหน้า เพื่อป้องกันปัญหาผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดังกล่าว แต่ผ่านมาเป็นเวลาสองปีกลับพบว่าภาครัฐไม่มีความคืบหน้าใดๆ จนกระทั่งเกิดปัญหาขึ้นในปัจจุบันและกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ได้ยื่นต่อกระทรวงมหาดไทยเมื่อสองปีก่อน ครอบคลุมการปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายสำคัญทั้งหมด 3 ด้าน เพื่อให้การกำกับดูแลมีความชัดเจนและสอดคล้องกับความเป็นจริง ประกอบด้วย:
- กฎหมายควบคุมอาคาร: กำหนดนิยามอาคารดาต้าเซ็นเตอร์ให้ชัดเจน พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย โดยเฉพาะระบบจัดเก็บเชื้อเพลิงและน้ำมันสำรอง รวมถึงปรับปรุงข้อกำหนดเรื่องพื้นที่จอดรถ
- กฎหมายผังเมืองรวม: ควบคุมพื้นที่ตั้งและการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เหมาะสม
- รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA): บังคับใช้มาตรการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด
"ตนเคยส่งถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในขณะนั้น เพื่อเตือนถึงผลกระทบจากการเติบโตของศูนย์ข้อมูล หรือดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมยื่นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้เร่งวางกติกาและจัดระเบียบกฎหมายรองรับไว้ล่วงหน้า แต่ผ่านมากว่า 2 ปี กลับไม่มีความคืบหน้า"
ศุภณัฐ มีนชัยนันท์
บริบทเพิ่มเติม: การเติบโตของศูนย์ข้อมูล (Data Center) เป็นหัวใจสำคัญของยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เนื่องจากมีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำสำหรับระบบหล่อเย็นในปริมาณมหาศาล การที่ภาครัฐไม่มีการออกกฎระเบียบเฉพาะเจาะจงตั้งแต่เนิ่นๆ มักสร้างความกังวลให้แก่ชุมชนรอบข้างในเรื่องมลพิษทางเสียงจากเครื่องปั่นไฟสำรองและความร้อน การที่ สส. พรรคประชาชนออกมาเปิดเผยเอกสารชิ้นนี้จึงเป็นการกดดันให้กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งทบทวนมาตรการควบคุมก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามบานปลายกว่าเดิม
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น