กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน 3 ลำ
กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน 3 ลำ หลังอ้างว่ากองเรือรบถูกอิหร่านยิงขีปนาวุธใส่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน 3 ลำหลังเรือรบถูกยิง
- อิหร่านยืนยันเหตุโจมตีเรือ รวมถึงลำที่อยู่ใกล้เกาะคาร์ก
- สหรัฐฯ อ้างเรือเหล่านี้พัวพันเครือข่ายทุนสนับสนุนกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม
- สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นหลังการหยุดยิง 60 วันสิ้นสุดลงเมื่อเดือนก่อน
กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่าได้ทำการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันที่เชื่อมโยงกับอิหร่านจำนวน 3 ลำ หลังจากที่ทางการอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธนำวิถีเข้ามายังเรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ สองลำในภูมิภาคดังกล่าว ทางด้านสื่อของทางการอิหร่านได้ออกมายืนยันเหตุการณ์โจมตีดังกล่าวเช่นกัน โดยระบุว่ามีเรือหนึ่งลำถูกโจมตีในบริเวณใกล้กับเกาะคาร์ก ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งอิหร่านออกไปราว 15 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 24 กิโลเมตร เกาะแห่งนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญเนื่องจากร้อยละ 90 ของน้ำมันดิบอิหร่านต้องขนส่งผ่านทางเทอร์มินัลบนเกาะแห่งนี้
สำนักข่าว IRIB ของอิหร่านรายงานเพิ่มเติมว่า ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุโจมตีเรือที่อยู่ใกล้เกาะคาร์ก โดยระบบทำความเย็นของเรือสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ภายในเวลาหนึ่งชั่วโมง ขณะที่ลูกเรือบนเรือบรรทุกน้ำมันอีกสองลำในอ่าวโอมานได้รับการช่วยเหลือและนำตัวขึ้นฝั่งด้วยเรือชูชีพเรียบร้อยแล้ว ในจำนวนนี้มีเรือลำหนึ่งที่ว่างเปล่าและอีกหนึ่งลำที่บรรทุกน้ำมันมาเต็มลำ ทางด้านกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ Centcom ระบุว่าสามารถหลบหลีกการโจมตีหลายครั้งจากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC ที่มุ่งเป้าไปยังเรือบรรทุกเครื่องบินและเรือพิฆาตติดอาวุธนำวิถีของสหรัฐฯ ได้อย่างปลอดภัย และไม่มีทหารอเมริกันได้รับบาดเจ็บ
Centcom ซึ่งทำหน้าที่ดูแลปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง อ้างว่าเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านทั้งสามลำเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเงามูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่คอยสนับสนุนเงินทุนให้กับกองกำลัง IRGC และเครือข่ายตัวแทนในภูมิภาค เหตุการณ์โจมตีโต้ตอบกันครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นเกือบหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศกลับมาระอุขึ้นอีกครั้ง หลังจากช่วงเวลาที่ค่อนข้างสงบลงชั่วคราว การปะทะกันรอบใหม่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เมื่อสหรัฐฯ อ้างว่าได้ทำลายเครื่องยิงจรวดสองเครื่องเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกนำไปใช้ในการวางทุ่นระเบิดนาวีในช่องแคบฮอร์มุซ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ความขัดแย้งที่ลุกลามทำให้เกิดการตอบโต้ไปยังเป้าหมายของสหรัฐฯ ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน คูเวต และจอร์แดน นอกจากนี้ ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เจดี วานซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมากล่าวถึงกรณีที่อิหร่านอ้างว่าการโจมตีของสหรัฐฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คน รวมถึงเด็ก 2 คน ในงานแต่งงานทางตอนใต้ของอิหร่าน โดยระบุว่าเขามีความเคลือบแคลงใจอย่างมากต่อรายงานดังกล่าว แต่ยืนยันว่าสหรัฐฯ จะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง
การที่ความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซกลับมาตึงเครียดอีกครั้งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานในตลาดโลก เนื่องจากช่องแคบแห่งนี้เคยเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 20 ของอุปทานทั่วโลก การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันจึงกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่สำคัญสำหรับรัฐบาลสหรัฐฯ ในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้
การหยุดยิงระยะเวลา 60 ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนที่ผ่านมาท่ามกลางบรรยากาศไร้สัญญาณการเจรจาทางการทูตเพิ่มเติม ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศกร้าวว่าจะใช้มาตรการทางเศรษฐกิจที่เข้มงวดมากขึ้นต่ออิหร่าน รวมถึงประเทศใดก็ตามที่ให้ความช่วยเหลือหรือทำธุรกิจร่วมด้วย ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนี้ยังคงสร้างแรงกดดันต่อเนื่องให้กับผู้บริโภคชาวอเมริกันท่ามกลางภาวะราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
ที่มา: BBC World
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น