Paul Clemence เผยยอดตึกเซี่ยงไฮ้กับยอดอาคารโดดเด่น
ช่างภาพสถาปัตยกรรม Paul Clemence บอกเล่ามุมมองเกี่ยวกับยอดตึกสูงในเซี่ยงไฮ้ ที่ช่วยนำทางและสะท้อนเอกลักษณ์เมืองท่ามกลางตึกระฟ้ากว่า 200 แห่ง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Paul Clemence วิเคราะห์ความสำคัญของยอดตึกระฟ้าในเซี่ยงไฮ้
- เซี่ยงไฮ้มีตึกสูงกว่า 492 ฟุต มากถึงประมาณ 200 แห่ง
- ยอดอาคารของตึกสูงทำหน้าที่เป็นจุดนำทางสายตาคล้ายประภาคาร
- การออกแบบยอดตึกผสมผสานทั้งสัญลักษณ์ดั้งเดิมและสไตล์ร่วมสมัย
การเดินทางไปเยือนมหานครใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้ มักทำให้เราต้องมองหาจุดอ้างอิงทางสายตาเพื่อทำความเข้าใจผังเมืองที่ซับซ้อน โดยเฉพาะในพื้นที่กว่า 14,000 ตารางกิโลเมตร ที่เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างหนาแน่น นอกเหนือจากแม่น้ำหรือภูมิประเทศแล้ว ตึกสูงระฟ้าคือสิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นที่สุดในภูมิทัศน์เมือง
อย่างไรก็ตาม ด้วยจำนวนตึกระฟ้าที่มีความสูงตั้งแต่ 492 ฟุตขึ้นไปมากกว่า 200 แห่ง ความสูงเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอที่จะทำให้ตึกใดตึกหนึ่งเป็นที่จดจำ สถาปนิกผู้สร้างตึกเหล่านี้จึงให้ความสำคัญกับการออกแบบส่วนยอดอาคาร หรือที่เรียกว่า crown ซึ่งทำหน้าที่เปรียบเสมือนดาวเหนือคอยนำทางผู้คนในยามค่ำคืน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ระหว่างการเข้าพักที่ชั้น 81 ของโรงแรม Park Hyatt Shanghai ภายในอาคาร Shanghai World Financial Center ที่ออกแบบโดย Kohn Pedersen Fox เมื่อปี 2008 พอล เคลเมนซ์ (Paul Clemence) ได้มีโอกาสเฝ้ามองทัศนียภาพของเส้นขอบฟ้าเซี่ยงไฮ้ตั้งแต่แสงแรกยามเช้าจนถึงพลบค่ำ เขากล่าวว่าความหลากหลายของยอดตึกเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงยุคสมัยและรสนิยมที่แตกต่างกัน
"Some cool, some cutting edge, sophisticated, some novelty, bordering on kitsch"
Paul Clemence
ผลงานการออกแบบจากสำนักงานสถาปัตยกรรมอเมริกัน John Portman & Associates ถือเป็นตัวอย่างที่เด่นชัด โดยตึก Tomorrow Square ปี 2003 ซึ่งมีห้องสมุดสูงที่สุดในโลกบนชั้น 60 โดดเด่นด้วยยอดปิรามิดอะลูมิเนียมสี่มุมเอียงเข้าหากัน ขณะที่ Bund Center ปี 2002 ได้แรงบันดาลใจจากดอกบัว สัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ โดยประดับกลีบดอกบัวน้ำหนัก 582 ตันกว้าง 58 เมตรบนยอดอาคาร
การวิเคราะห์สถาปัตยกรรมยอดตึกในเซี่ยงไฮ้แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์การสร้างอัตลักษณ์เมือง (City Branding) ที่ไม่ใช่แค่เรื่องความสูง แต่เป็นการผสานเรื่องราวทางวัฒนธรรมเข้ากับงานวิศวกรรมยุคใหม่ เพื่อให้ตึกแต่ละหลังทำหน้าที่เป็นแลนด์มาร์กนำทาง (Wayfinding Landmark) ท่ามกลางเมืองใหญ่ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว
ที่มา: designboom
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น