วิโรจน์โต้ณัฐวุฒิ ชี้แจงปม 143 เสียงหนุนอนุทินเป็นนายกฯ
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ยอมรับพรรคประชาชนทำอนุทินเป็นนายกฯ แต่ชี้ต้องมองไทม์ไลน์รอบด้าน พร้อมจี้เพื่อไทยร่วมมือสกัดโกง ส.ว.

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- วิโรจน์ยอมรับ 143 เสียงพรรคประชาชนทำอนุทินเป็นนายกฯ เมื่อ 5 กันยายน 2568
- ชี้การวิเคราะห์การเมืองต้องมองไทม์ไลน์รอบด้าน ไม่ตัดเหตุการณ์สำคัญออก
- ระบุพรรคเพื่อไทยเคยร่วมดีลและผลักดันคดีฮั้ว ส.ว. เป็นคดีพิเศษ DSI
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ออกมาแสดงมุมมองต่อกรณีการวิเคราะห์ทางการเมืองเกี่ยวกับที่มาของอำนาจพรรคภูมิใจไทย โดยยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าการตัดสินใจของพรรคประชาชนในอดีตมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยในวันที่ 5 กันยายน 2568 สส. พรรคประชาชน 143 คน ได้ร่วมลงคะแนนให้นายอนุทิน จนได้รับเสียงสนับสนุนรวม 311 เสียง ซึ่งเป็นตัวเลขที่ชี้ชัดว่าหากไม่มีเสียงเหล่านี้ ผลลัพธ์ในวันนั้นย่อมเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม วิโรจน์ระบุว่าแม้พรรคประชาชนจะต้องยอมรับว่าการประเมินสถานการณ์ทางการเมืองในเวลานั้นยังไม่รอบด้านเพียงพอ แต่การอธิบายประวัติศาสตร์การเมืองจำเป็นต้องมองให้รอบด้านทุกเหตุการณ์ โดยเฉพาะกรณีของชัยเกษม นิติสิริ ที่เคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านั้นในวันที่ 4 กันยายน 2568 รวมถึงเป้าหมายหลักของบันทึกข้อตกลง MOA ที่มุ่งคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านการยุบสภาและการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งนำไปสู่การยุบสภาในเดือนธันวาคม 2568 และการลงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในทางรัฐศาสตร์ การกำหนดจุดเริ่มต้นของการวิเคราะห์ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง วิโรจน์ชี้ว่าการจะอธิบายว่าพรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นสู่อำนาจได้อย่างไร จะเริ่มต้นนับแค่เหตุการณ์วันที่ 2 กรกฎาคม 2568 หรือวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งไม่ได้ เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยเคยเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล 14 พรรค 314 เสียงที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ และได้รับมอบหมายให้คุมกระทรวงสำคัญอย่างกระทรวงมหาดไทยมาก่อนหน้านั้นแล้ว
การวิเคราะห์ไทม์ไลน์ทางการไทยมักมีความซับซ้อนเนื่องจากจุดเปลี่ยนทางกฎหมายและการเมืองเกิดขึ้นถี่ การทำความเข้าใจบริบทจึงต้องมองย้อนไปถึงโครงสร้างอำนาจเดิมและการจัดสรรโคว้ารัฐมนตรีในอดีต เพื่อให้เห็นภาพการเติบโตของแต่ละพรรคการเมืองอย่างรอบด้าน
อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามได้ในไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์คือ เหตุการณ์วันที่ 15 มิถุนายน 2568 ที่แพทองธาร ชินวัตร สนทนาทางโทรศัพท์กับสมเด็จฮุน เซน จนนำไปสู่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ให้พ้นจากตำแหน่ง ซึ่งทำให้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่างลงและนำไปสู่การลงมติในวันที่ 5 กันยายน 2568 ดังนั้น การตัดตอนนี้ออกไปย่อมทำให้ภาพรวมของประวัติศาสตร์การเมืองไม่ครบถ้วนสมบูรณ์
นอกจากนี้ หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่ง และในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคเพื่อไทยได้ตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลผสม 15 พรรค รวม 291 เสียงในเดือนมีนาคม 2569 วิโรจน์จึงชวนให้ทุกฝ่ายมองไปข้างหน้า โดยเฉพาะประเด็นข้อกล่าวหาการโกงการเลือกตั้ง ส.ว. ซึ่งพรรคเพื่อไทยเคยผลักดันจนกรมสอบสวนคดีพิเศษรับเป็นคดีพิเศษที่ 24/2568 และเคยหยิบยกขึ้นมาเจรจากับพรรคประชาชนเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 เนื่องจากเรื่องนี้มีความสำคัญต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกลไกตรวจสอบองค์กรอิสระ
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น