กรณ์ ชงหั่นงบ 10% แก้ 5 โครงสร้าง เตือนติดกับดักงบปี 70
กรณ์ จาติกวณิช อภิปรายงบปี 70 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เสนอหั่นงบภาพรวม 10% เปิดทาง ครม. จัดสรรใหม่ พร้อมชี้ปัญหาโครงสร้างภาษีและรายได้ต่อจีดีพีลดลง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- กรณ์ จาติกวณิช เสนอปรับลดงบประมาณรายจ่ายปี 70 ภาพรวม 10% เพื่อให้ ครม. นำกลับไปจัดสรรใหม่
- ชี้ 5 โจทย์สำคัญที่ต้องแก้ไข ได้แก่ การศึกษา สสังคมสูงอายุ หหนี้ครัวเรือน ประสิทธิภาพการผลิต และเทคโนโลยี
- ระบุปัญหาจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลเทียบจีดีพีอยู่ที่ 14% และ 99% มาจากคนทำงาน
- เตือนหากยังใช้ความคิดแบบเดิมจะติดกับดักงบประมาณ ส่งผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยและผู้สูงอายุ
เมื่อเวลา 10.47 น. นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นอภิปรายในมาตรา 4 ของร่างพระราชบัญญัติงบรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งมีวงเงินรวมทั้งสิ้น 3.788 ล้านล้านบาท โดยในที่ประชุมได้เสนอให้มีการปรับลดงบประมาณโดยรวมลง 10% ซึ่งเจ้าตัวระบุว่าไม่ได้มีเจตนาเพื่อลดวงเงินโดยรวมของรัฐบาล แต่ต้องการเปิดโอกาสให้คณะรัฐมนตรีนำเงินส่วนที่ถูกปรับลดนี้กลับไปจัดสรรใหม่ให้สอดคล้องกับความจำเป็นและตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของประเทศ
นายกรณ์ได้ขยายความถึงโจทย์สำคัญ 5 เรื่องที่รัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณเข้าไปแก้ไขอย่างเร่งด่วน ประกอบด้วย 1. การศึกษา 2. สังคมสูงอายุ 3. หหนี้ครัวเรือน 4. ประสิทธิภาพการผลิต และ 5. การปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี พร้อมระบุว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการตำหนิรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งในแง่ของการจัดสรรงบประมาณและรายได้ที่สะสมมานาน
ในประเด็นเรื่องงบประมาณและการใช้จ่าย นายกรณ์ชี้ว่ารัฐบาลไม่สามารถอ้างได้ว่ามีเงินไม่พอสำหรับการจัดสรรแก้ไขปัญหา เนื่องจากมีการเพิ่มเงินในกระเป๋าของตนเองผ่านการออกพระราชกำหนดเงินกู้จำนวน 4 แสนล้านบาท แต่กลับนำไปใช้ในโครงการเดิมๆ เช่น การจัดซื้อพัสดุภัณฑ์หรือแผงโซลาร์เซลล์ โดยไม่ได้นำเม็ดเงินดังกล่าวไปมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างหรือแจกจ่ายโดยตรงให้กับประชาชน
"หากยังยึดความคิดแบบเดิม ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างภาษี บทบาทของต่างชาติในระบบเศรษฐกิจ จุดยืนต่อรัฐวิสาหกิจ หรือหุ้นของรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลถืออยู่ รวมถึงกฎระเบียบต่างๆ เราจะหวังผลแบบใหม่ไม่ได้"
สำหรับการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล นายกรณ์ได้ยกตัวเลขเปรียบเทียบสัดส่วนรายได้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งอยู่ที่ 14% และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ สัดส่วนการจัดเก็บรายได้กว่า 99% มาจากกลุ่มคนทำงาน ขณะที่มีเพียง 1% เท่านั้นที่จัดเก็บจากกลุ่มอภิมหาเศรษฐีหรือคนร่ำรวย ซึ่งสะท้อนถึงความไม่สมดุลในโครงสร้างภาษี ขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ระดับ 2% ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำมาก
ในมุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์และงบประมาณ การที่สัดส่วนรายได้ต่อ GDP ลดลงขณะที่ภาระหนี้สาธารณะและงบผูกพันเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนถึงความเปราะบางทางการคลัง การเสนอปรับลดงบประมาณแบบหั่นทั้งกระดาน (Across-the-board cut) แม้จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ให้รัฐบาลนำไปโยกย้ายงบได้เร็วขึ้น แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือกลไกการคัดเลือกโครงการและการบูรณาการข้ามกระทรวงเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมสูงอายุและหนี้ครัวเรือน ซึ่งต้องการการปฏิรูปฝั่งรายรับ (Tax Reform) ควบคู่กันไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
ในช่วงท้ายของการอภิปราย นายกรณ์ได้ฝากคำเตือนไปยังรัฐบาลว่า หากยังคงยึดติดกับกรอบความคิดแบบเดิมๆ ในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างภาษี จุดยืนเรื่องรัฐวิสาหกิจ หรือกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ประเทศย่อมไม่สามารถคาดหวังผลลัพธ์ใหม่ๆ ได้ และจะเผชิญกับภาวะติดกับดักงบประมาณอย่างแน่นอน ซึ่งผู้ที่จะได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนมากที่สุดก็คือประชาชนผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มผู้สูงอายุในสังคม
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น