ข้ามไปเนื้อหาหลัก

รมว.กลาโหมเตือนไทยรับมือวิกฤตใหม่ ชี้ศึกกัมพูชาอาจเปลี่ยนรูป

พลโทอดุลย์ รมว.กลาโหม เผยไทยเผชิญความท้าทายซับซ้อนทั้งภูมิรัฐศาสตร์และไซเบอร์ ชี้หากเกิดศึกกัมพูชา (รอบ 3) รูปแบบอาจเปลี่ยนไป พร้อมฝาก 5 ข้อรับมือวิกฤต

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
08 Sep 2026ที่มา: Matichon Politics3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
รมว.กลาโหมเตือนไทยรับมือวิกฤตใหม่ ชี้ศึกกัมพูชาอาจเปลี่ยนรูป

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • รมว.กลาโหมเตือนไทยเผชิญความท้าทายซับซ้อนและวิกฤตรูปแบบใหม่
  • ชี้หากเกิดศึกกัมพูชารอบ 3 รูปแบบการปะทะอาจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
  • เสนอแนวคิดระเบิดจากภายในและปรับจากการรอวิกฤตสู่การคาดการณ์
  • ฝาก 5 มาตรการสำคัญเน้นระบบเตือนภัยล่วงหน้าและการมีส่วนร่วมของประชาชน

เมื่อวันที่ผ่านมา พลโทอดุลย์ ออกมาเตือนถึงสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศไทย โดยระบุว่าประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยพิบัติ โรคระบาด ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ไปจนถึงปัญหาจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ประเทศไทยต้องมีความสามารถในการป้องกันควบคู่ไปกับการฟื้นตัวและการก้าวเดินต่อไปด้วยความมั่นคง

พลโทอดุลย์ ได้ยกตัวอย่างกรณีความขัดแย้งในอดีต โดยระบุว่าหากเกิดศึกกัมพูชาขึ้นเป็นรอบที่ 3 รูปแบบของสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นการสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศไทยจึงไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน พร้อมกันนี้ยังเห็นพ้องกับแนวคิดการระเบิดจากภายในว่ามีความถูกต้องและจำเป็นอย่างยิ่ง

Sappaya-Sapasathan Thai Parliament Bangkok

ภาพโดย Alejandro Cartagena 🇲🇽🏳‍🌈 / Unsplash

ในส่วนของการเตรียมความพร้อมของกองทัพ พลโทอดุลย์ อธิบายว่ากองทัพมีความพร้อมในระบบความมั่นคงแบบองค์รวม ซึ่งหมายถึงการที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทำ เพื่อนำศักยภาพที่มีอยู่มาสนับสนุนประชาชนและประเทศชาติ แม้อาจจะยังไม่ใช่จุดที่ดีที่สุดแต่ก็ต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

การเปลี่ยนผ่านมุมมองด้านความมั่นคงจากตั้งรับสู่เชิงรุกและการคาดการณ์ล่วงหน้า (Predictive Defense) ถือเป็นทิศทางสำคัญของกองทัพยุคใหม่ที่สอดคล้องกับภัยคุกคามลูกผสม (Hybrid Warfare) ซึ่งผสมผสานระหว่างสงครามไซเบอร์ สงครามข้อมูลข่าวสาร และการสู้รบแบบดั้งเดิมเข้าด้วยกัน การสร้างเครือข่ายภาคประชาชนจึงเป็นเกราะคุ้มกันด่านแรกที่สำคัญก่อนที่หน่วยงานภาครัฐจะเข้าไปถึงพื้นที่ประสบภัย

นอกจากนี้ ภาครัฐจำเป็นต้องมีระบบการทำงานที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจและสามารถรับมือกับวิกฤตได้ทุกรูปแบบ โดย พลโทอดุลย์ ได้ฝากแนวทางสำคัญ 5 ประการในการรับมือวิกฤตประกอบด้วย:

  • 1. การสร้างระบบเตือนภัยคาดการณ์ล่วงหน้า เพื่อป้องกันความเสียหายก่อนเหตุการณ์จะเกิดขึ้น
  • 2. การพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ให้เป็นกลไกทำงานในยามวิกฤต
  • 3. การสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ซึ่งเปรียบเสมือนด่านแรกในการรับมือภัยคุกคาม
  • 4. การลงทุนในเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
  • 5. การสร้างความมั่นคงโดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

พลโทอดุลย์ ได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า การกลับคืนสู่สภาพเดิมหลังเผชิญวิกฤตไม่ได้หมายถึงการกลับไปจุดเดิมอย่างไร้การเปลี่ยนแปลง แต่หมายถึงการเรียนรู้ การปรับตัว และการกลับมามีความเข้มแข็งมากกว่าเดิม ประเทศไทยที่เข้มแข็งไม่ใช่ประเทศที่ไม่เคยเผชิญกับวิกฤต แต่เป็นประเทศที่เมื่อเผชิญหน้ากับวิกฤตแล้วพร้อมที่จะเรียนรู้และก้าวข้ามผ่านมันไปให้ได้

ที่มา: Matichon Politics

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้