ข้ามไปเนื้อหาหลัก

เศรษฐา มูลนิธิเสริมกล้า ผนึกเอกชนช่วยเกษตรกรโคนมไทย 2569

นายเศรษฐา ทวีสิน นำมูลนิธิเสริมกล้าประสานแสนสิริและพันธมิตร แก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด ส่งต่อโภชนาการให้เด็กกลุ่มเปราะบางในกรุงเทพฯ ปทุมธานี และราชบุรี

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
08 Sep 2026ที่มา: Khaosod Politics3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
เศรษฐา มูลนิธิเสริมกล้า ผนึกเอกชนช่วยเกษตรกรโคนมไทย 2569

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • นายเศรษฐา ทวีสิน เคลื่อนไหวผ่านมูลนิธิเสริมกล้าแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด
  • ประสานความร่วมมือกับแสนสิริและเครือข่ายภาคเอกชนรับซื้อผลผลิตเกษตรกรโคนม
  • กระจายผลิตภัณฑ์นมสู่โรงเรียนและศูนย์เด็กเล็กในกรุงเทพฯ ปทุมธานี และราชบุรี
  • ต่อยอดจากโครงการ Zero Dropout เพื่อเติมเต็มโภชนาการและคุณภาพชีวิตเยาวชน

เมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2569 นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ขับเคลื่อนภารกิจด้านสังคมผ่านมูลนิธิเสริมกล้าภายใต้แนวคิดเชื่อมปัญหากับโอกาส หลังจากได้รับการประสานงานโดยตรงจากองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เกี่ยวกับสถานการณ์วิกฤตน้ำนมดิบล้นตลาด ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศ

เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนดังกล่าว ทางมูลนิธิฯ จึงได้ประสานงานร่วมกับบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตรจากภาคเอกชน เพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือและเพิ่มช่องทางรองรับผลผลิตส่วนเกินนี้ พร้อมกันนั้นยังได้จัดระบบนำผลิตภัณฑ์นมทั้งหมดส่งต่อไปยังสถานศึกษา มูลนิธิ สถานสงเคราะห์ และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพื่อให้วิกฤตที่เกิดขึ้นที่ต้นทางกลายเป็นโอกาสสำคัญในการเข้าถึงโภชนาการที่มีคุณภาพของเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบางที่ปลายทาง

Thailand school children classroom nutrition milk

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

สำหรับการกระจายผลิตภัณฑ์นมในรอบนี้ จะมุ่งเน้นไปที่โรงเรียนและหน่วยงานที่ดูแลเด็กและเยาวชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่นายเศรษฐาเคยให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการผลักดันนโยบาย Zero Dropout เพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการหลุดออกจากระบบการศึกษา

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

การเชื่อมโยงปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดเข้ากับการแก้ปัญหาโภชนาการเด็กเปราะบาง สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดการบริหารจัดการทรัพยากรแบบ Circular Economy ในระดับมหภาค ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยพยุงราคารับซื้อและรักษาสภาพคล่องให้แก่เกษตรกรโคนมไทยในระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการลงทุนทางสังคมที่คุ้มค่าในการพัฒนาทุนมนุษย์ เนื่องจากภาวะโภชนาการที่ดีในวัยเด็กเป็นรากฐานสำคัญโดยตรงต่อพัฒนาการทางสมองและการเรียนรู้ ซึ่งสอดรับโดยตรงกับเป้าหมายการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในระยะยาว

การกลับมาให้ความช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดราชบุรีในครั้งนี้ จึงถือเป็นการต่อยอดจากการสร้างโอกาสทางการศึกษา ไปสู่การเติมเต็มด้านโภชนาการและคุณภาพชีวิต ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่จะช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้ เติบโต และพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

"ตั้งแต่ช่วงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผมให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนตั้งแต่ระดับฐานราก ทั้งการสร้างโอกาสและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ตลอดจนการลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา โดยเฉพาะการผลักดันแนวทาง Thailand Zero Dropout เพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา แม้วันนี้บทบาทจะเปลี่ยนไป แต่ผมยังคงนำแนวคิด…"

เศรษฐา ทวีสิน

โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การรับซื้อน้ำนมส่วนเกินเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือการนำนมไปบริจาคให้เด็กทานเท่านั้น แต่เป็นการมองหาแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้สามารถสร้างประโยชน์ได้มากกว่าหนึ่งด้านในเวลาเดียวกัน ทั้งการพยุงภาคเกษตรกรรมและการยกระดับสุขภาวะของเยาวชนไทย

ที่มา: Khaosod Politics

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้