Club Med เตรียม IPO ในฮ่องกง ชูกลยุทธ์ขยายรีสอร์ทโดยไม่ซื้อที่ดิน
Fosun เตรียมนำ ClubMed Lifestyle Group เข้าตลาดหุ้นฮ่องกง พร้อมปรับโครงสร้างธุรกิจมุ่งเน้นสัญญาบริหารจัดการ และตั้งเป้าเพิ่มรีสอร์ทจาก 69 เป็นราว 85 แห่งภายในปี 2030

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Fosun เตรียมนำ Club Med เข้าตลาดหุ้นฮ่องกงภายใต้ชื่อ ClubMed Lifestyle Group โดยยื่นไฟลิ่งเมื่อ 28 สิงหาคม
- บริษัทตั้งเป้าขยายรีสอร์ทจาก 69 แห่งเป็นราว 85 แห่งภายในปี 2030 ผ่านสัญญาเช่าและสัญญาบริหารจัดการ
- การปรับโครงสร้างก่อน IPO ทำให้บริษัทมีหนี้สินจากธนาคาร 385 ล้านยูโร และภาระหนี้ตามสัญญาเช่าราว 1.45 พันล้านยูโร
- เกิดความขัดแย้งด้านธรรมาภิบาล หลังปลด Henri Giscard d'Estaing อดีตซีอีโอที่สนับสนุนการนำบริษัทเข้าตลาดหุ้นปารีส
Club Med แบรนด์รีสอร์ทแบบออล인클루ซีฟที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1950 กำลังเตรียมกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นอีกครั้งผ่านการเสนอขายหุ้น IPO ในฮ่องกง โดยกลุ่มทุนจีน Fosun ซึ่งเข้าซื้อกิจการมาตั้งแต่ปี 2015 ได้จัดตั้งนิติบุคคลใหม่ชื่อ ClubMed Lifestyle Group เพื่อนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยยื่นเอกสารไฟลิ่งอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา
ภายใต้โครงสร้างใหม่นี้ Fosun จะเก็บสินทรัพย์ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์รีสอร์ทบางแห่ง รวมถึงโครงการ Atlantis Sanya และกิจกรรมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไว้นอกตลาดหุ้น ขณะที่บริษัทที่จะเข้าตลาดจะเน้นไปที่การดำเนินงานของแบรนด์ ซึ่งในปี 2025 ทำรายได้ไป 1.95 พันล้านยูโร แต่มีกำไรสุทธิเพียง 10.9 ล้านยูโรเท่านั้น นอกจากนี้ ก่อนการทำ IPO ทาง Fosun ได้ปรับโครงสร้างในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ซึ่งทำให้บริษัทใหม่มีภาระหนี้ธนาคารสูงถึง 385 ล้านยูโร โดยเงินที่ได้จาก IPO ส่วนหนึ่งจะถูกนำไปชำระหนี้ก้อนนี้
วิเคราะห์เชิงลึก: แม้ Club Med จะพยายามปรับโมเดลธุรกิจให้มีความคล่องตัวและลดภาระการถือครองสินทรัพย์ (Asset-light) คล้ายกับเชนโรงแรมระดับโลกอย่าง Marriott หรือ Hilton แต่ด้วยภาระหนี้จากสัญญาเช่าที่มีมูลค่าสูงถึงราว 1.45 พันล้านยูโร ทำให้ในทางปฏิบัติบริษัทยังไม่สามารถนับว่าเป็นองค์กรที่มีความยืดหยุ่นด้านสินทรัพย์อย่างแท้จริง การเติบโตผ่านการเช่าและการบริหารจัดการจึงมาพร้อมกับความเสี่ยงด้านภาระทางการเงินระยะยาวที่นักลงทุนต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
แผนการเติบโตของบริษัทในทศวรรษหน้าตั้งเป้าที่จะเพิ่มจำนวนรีสอร์ทจาก 69 แห่ง ไปสู่ประมาณ 85 แห่งภายในปี 2030 โดยเน้นการขยายตัวผ่านสัญญาเช่าและสัญญาบริหารจัดการ (Management contracts) แทนการลงทุนซื้อที่ดินและสร้างรีสอร์ทด้วยตนเอง ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ใช้ขับเคลื่อนธุรกิจมาโดยตลอด

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
กระบวนการนำบริษัทเข้าตลาดหุ้นฮ่องกงครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดเชิงกลยุทธ์และการบริหารงานภายใน โดยเฉพาะประเด็นที่บริษัททำรายได้ถึง 60% จากภูมิภาคยุโรปตะวันออกกลางและแอฟริกา (EMEA) แต่กลับเลือกจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงแทนยุโรป นอกจากนี้ยังมีความขัดแย้งที่นำไปสู่การปลด Henri Giscard d'Estaing ซีอีโอเก่าแก่ของบริษัท ซึ่งเคยออกมาแสดงจุดยืนอย่างเปิดเผยว่าต้องการให้บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปารีสมากกว่า
ที่มา: Skift
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น