เชตวัน ชี้ ม.นเรศวร ร่วมทัพภาค 3 ลามเรียก ดร.คัตสึยูกิ แจง
เชตวัน เตือนผู้บริหารคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ไม่ควรเรียก ดร.คัตสึยูกิ ชี้แจงหลังคัดค้านความร่วมมือกับกองทัพภาคที่ 3 ชี้เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- เชตวัน ห่วงกรณีผู้บริหาร ม.นเรศวร เรียก ดร.คัตสึยูกิ แจงปมคัดค้านความร่วมมือทัพภาค 3
- ชี้เป็นสิทธิของนักวิชาการที่จะไม่เห็นด้วยโดยไม่ต้องกลัวการถูกกดดัน
- พอล แชมเบอส์ อดีตอาจารย์ ม.นเรศวร มองเหตุการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายการข่มขู่
- ย้ำมหาวิทยาลัยต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับความเห็นต่างและเสรีภาพทางวิชาการ
กรณีความร่วมมือระหว่างคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กับกองทัพภาคที่ 3 กำลังกลายเป็นประเด็นถกเถียงในแวดวงวิชาการ โดยเฉพาะเมื่อ อ.คัตสึยูกิ ทาคาฮาชิ ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านโครงการดังกล่าวอย่างชัดเจน
ทว่าสิ่งที่ตามมาคือการที่ผู้บริหารคณะได้เรียกตัว อ.คัตสึยูกิ ไปพบเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง เพียงเพราะมีความเห็นและจุดยืนไม่ตรงกับฝ่ายบริหาร จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมในการใช้อำนาจของผู้บริหาร

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ทางด้าน อ.พอล แชมเบอส์ อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งเคยเผชิญหน้ากับการถูกกองทัพภาคที่ 3 ดำเนินคดีและถูกมหาวิทยาลัยเลิกจ้างในเวลาต่อมา ได้โพสต์ข้อความระบุว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ อ.คัตสึยูกิ นั้น เปรียบเสมือน "การข่มขู่" จากผู้บริหารคณะโดยตรง
เสรีภาพทางวิชาการ (Academic Freedom) ถือเป็นรากฐานสำคัญของสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลก ซึ่งคุ้มครองให้นักวิชาการสามารถวิพากษ์วิจารณ์นโยบายสาธารณะหรือโครงสร้างอำนาจได้โดยปราศจากการคุกคาม การที่ผู้บริหารใช้กระบวนการภายในเรียกตัวอาจารย์ผู้เห็นต่างเข้าพบเพื่อซักถาม จึงสร้างความกังวลใจเรื่องการเซ็นเซอร์ตัวเอง (Self-censorship) ในกลุ่มคณาจารย์
ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ว่าเราเห็นด้วยหรือไม่กับความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับกองทัพ แต่คือการปกป้องสิทธิของนักวิชาการในการ “ไม่เห็นด้วย” กับนโยบายของสถาบัน โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกลงโทษหรือถูกกดดันภายหลัง
"ตั้งแต่เมื่อไรกันที่กองทัพไทย ‘ขาดโอกาส’ เมื่อเทียบกับประชาชนพลเรือน?"
พอล แชมเบอส์
คำถามดังกล่าวสะท้อนผ่านมุมมองของ อ.คัตสึยูกิ และ อ.พอล แชมเบอส์ ที่ตั้งข้อสังเกตถึงความจำเป็นของความร่วมมือดังกล่าว ในขณะที่ยังมีประชาชนในท้องถิ่นและคนชายขอบอีกเป็นจำนวนมากที่ยังเข้าไม่ถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างแท้จริง
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น