รอมฎอน ชงตัดงบ สตช. 229 บาท เบรกซื้อเทคโนโลยีสอดแนม
รอมฎอน ปันจอร์ อภิปรายงบ สตช. ชายแดนใต้ 1,742 ล้านบาท เสนอตัดงบเชิงสัญลักษณ์ 229 บาท เพื่อเบรกการซื้อซอฟต์แวร์เจาะมือถือจากอิสราเอล หวั่นละเมิดสิทธิ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- รอมฎอน ปันจอร์ อภิปรายงบ สตช. ชายแดนใต้ 1,742 ล้านบาท
- เสนอตัดงบเชิงสัญลักษณ์ 229 บาท เพื่อเบรกการจัดซื้อซอฟต์แวร์เจาะมือถือจากอิสราเอล
- ชี้สถิติคดีความมั่นคงปี 2547-2569 ร้อยละ 74 ไม่สามารถระบุตัวผู้กระทำผิดได้
- กังวลการนำเครื่องมือพิเศษมาใช้กับพลเรือนใต้กฎอัยการศึกและ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ในการประชุมพิจารณางบประมาณ นายรอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นอภิปรายงบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในส่วนของตำรวจชายแดนใต้ ซึ่งมีกรอบวงเงินรวม 1,742 ล้านบาท โดยระบุว่าเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ต้องปฏิบัติภารกิจหลายด้านและจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีเพื่อรับมือกับสถานการณ์ความรุนแรง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลสถิติคดีความมั่นคงในช่วงปีงบประมาณ 2547 ถึง 2569 กลับสะท้อนข้อจำกัดในการทำงานอย่างชัดเจน โดยเฉพาะข้อมูลในเดือนกรกฎาคม 2569 ที่พบว่ามีคดีความมั่นคงสะสมสูงถึง 11,808 คดี
จากตัวเลขดังกล่าว มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 74 ของคดีทั้งหมดที่ไม่สามารถระบุตัวผู้กระทำผิดได้ มีเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่ทราบตัวผู้กระทำผิด และเมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นศาล โอกาสที่ศาลจะยกฟ้องกลับสูงกว่าการตัดสินลงโทษ โดยพบว่าศาลยกฟ้องร้อยละ 5.7 ในขณะที่มีการลงโทษเพียงร้อยละ 5.4 เท่านั้น ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดในการสืบสวนสอบสวนและการอำนวยความยุติธรรมในภาพรวม ซึ่งทำให้หน่วยงานรัฐต้องหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรวบรวมพยานหลักฐานและหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ
แม้เทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการหาหลักฐานและอาจช่วยลดความเสี่ยงในการซ้อมทรมานระหว่างการซักถาม แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงใหม่ด้านการละเมิดสิทธิเสรีภาพและความเป็นส่วนตัวของประชาชน นายรอมฎอนได้ยกตัวอย่างโครงการต่ออายุสิทธิ์และปรับปรุงพัฒนาระบบสืบค้นข้อมูลจากโทรศัพท์แบบเคลื่อนที่และคอมพิวเตอร์ วงเงิน 57.42 ล้านบาท ซึ่งเป็นการจัดซื้อใบอนุญาตระบบจัดการข้อมูลโทรศัพท์จากบริษัทเทคโนโลยีประเทศอิสราเอล ที่มีความสามารถในการเจาะระบบและทะลวงรหัสผ่านโทรศัพท์มือถือได้
"เครื่องมือพิเศษนี้สุ่มเสี่ยงมาก เหมือนที่สำนักข่าวอัลจาซีร่ารายงานว่า เทคโนโลยีนี้เป็นเทคโนโลยีเลือด เพราะมีการรายงานว่าถูกใช้อย่างกว้างขวางในปฏิบัติการทหารต่อพลเรือนในฉนวนกาซาและปาเลสไตน์"
นายรอมฎอน ปันจอร์

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
นายรอมฎอนระบุว่า หากนำเครื่องมือดังกล่าวมาใช้กับประชาชนและพลเรือน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ กฎอัยการศึก และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งมีการจับกุมโดยไม่ต้องตั้งข้อหา จะมีความเสี่ยงสูงมาก พร้อมทั้งระบุว่าตามหลักการสากลของสหประชาชาติ รัฐในฐานะผู้ซื้อเทคโนโลยีรายใหญ่มีหน้าที่ต้องตรวจสอบประวัติ สิทธิมนุษยชน ของเทคโนโลยีก่อนตัดสินใจจัดซื้อ ไม่ใช่พิจารณาเพียงแค่ราคาและสเปกทางเทคนิคเท่านั้น
การนำเข้าเทคโนโลยีสอดแนม (Spyware) และเครื่องมือเจาะข้อมูลเชิงลึกมาใช้ในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง มักสร้างความกังวลในระดับสากล เนื่องจากขาดความโปร่งใสในการตรวจสอบและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การอ้างอิงหลักการธุรกิจและสิทธิมนุษยชนของ UN (UN Guiding Principles on Business and Human Rights) จึงเป็นกลไกสำคัญที่ภาคประชาสังคมและฝ่ายนิติบัญญัติใช้กดดันให้ภาครัฐต้องมีความรับผิดชอบต่อการใช้เครื่องมือดิจิทัลที่มีผลกระทบต่อเสรีภาพขั้นพื้นฐาน
นอกจากนี้ ยังมีการอภิปรายถึงโครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลและด้านความมั่นคง วงเงิน 50 ล้านบาท หรือที่รู้จักในวงการว่า "ระบบรวงผึ้ง" สำหรับรวบรวมข้อมูลการใช้โทรศัพท์และจัดตั้งฐานข้อมูลที่จังหวัดยะลาและสงขลา ซึ่งพบประเด็นน่ากังวลจากการสอบสวนคดีลอบสังหารนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ว่าตำรวจได้อาศัยอำนาจ กอ.รมน. ให้บริษัทเครือข่ายมือถือส่งข้อมูลการใช้โทรศัพท์ 2 ล้านเลขหมายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาเก็บไว้ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญ รวมถึงโครงการศูนย์นิติวิทยาศาสตร์ชายแดนใต้ วงเงิน 53 ล้านบาท ที่มีการร้องเรียนเรื่องการเก็บสารทางพันธุกรรมโดยไม่สมัครใจ และงบเบี้ยเลี้ยงกำลังพล 1,125 ล้านบาทที่ถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน
ในช่วงท้ายของการอภิปราย นายรอมฎอนได้ขึ้นสไลด์ตัวเลข "229" พร้อมเสนอให้ตัดงบประมาณจำนวน 229 บาทในลักษณะเชิงสัญลักษณ์ เพื่อส่งสัญญาณให้หน่วยงานตระหนักและใส่ใจต่อสิทธิมนุษยชน เสรีภาพ และประวัติการใช้งานของเทคโนโลยีที่จะจัดซื้อในอนาคต
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น