รัฐบาลอนุทินปราบทุนต่างชาติ-นอมินี ลดฮวบ 81.77%
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกรัฐบาล เผยบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีเดือน ส.ค. 69 ลดเหลือ 163 ราย พร้อม ปปง. ยึดทรัพย์เครือข่ายยิม เลียก และเบน สมิธ เพิ่ม 8,269 ล้านบาท

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- โฆษกรัฐบาลเผยบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีเดือน ส.ค. 69 ลดลง 81.77% เหลือ 163 ราย
- ปปง. มีมติยึดและอายัดทรัพย์สินเครือข่ายยิม เลียก และเบน สมิธ เพิ่มอีก 34 รายการ
- มูลค่าทรัพย์สินที่ยึดเพิ่มในคดีดังกล่าวสูงถึง 8,269 ล้านบาท
- ย้ำกฎหมายไทยบังคับใช้เท่าเทียม ไม่มีสัญชาติใดได้รับสิทธิพิเศษ
เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาทุนต่างชาติที่ใช้คนไทยเป็นนอมินี รวมถึงการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยระบุว่าการดำเนินงานแบบบูรณาการของรัฐบาลชุดนี้ส่งผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน
จากการรายงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบสถิติการจดทะเบียนบริษัทในกลุ่มเสี่ยงนอมินีปรับตัวลดลงอย่างมาก โดยข้อมูลเปรียบเทียบระบุว่าในเดือนสิงหาคม 2569 มีจำนวนบริษัทกลุ่มเสี่ยงเหลือเพียง 163 ราย ซึ่งลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ที่เคยมีจำนวนสูงถึง 894 ราย คิดเป็นอัตราการลดลงร้อยละ 81.77

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในส่วนของการดำเนินการทางกฎหมายและการปราบปรามการฟอกเงิน นายเอกภพกล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้มีมติเดินหน้ายึดและอายัดทรัพย์สินเพิ่มเติมในคดีเครือข่ายของนายยิม เลียก และนายเบน สมิธ อีกจำนวน 34 รายการ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 8,269 ล้านบาท
"กฎหมายไทยบังคับใช้เท่าเทียม ไม่มีสัญชาติใดได้สิทธิพิเศษ"
นายเอกภพ เพียรพิเศษ
การอายัดทรัพย์สินเพิ่มเติมชุดล่าสุดนี้ ส่งผลให้ยอดรวมทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดในคดีเครือข่ายยิม เลียก และเบน สมิธ ทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น 102 รายการ โดยมีมูลค่ารวมทั้งหมดราว 8,269 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความเด็ดขาดในการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาล
การที่ตัวเลขบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีลดลงฮวบกว่า 81 เปอร์เซ็นต์ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี ชี้ให้เห็นถึงการกวดขันตรวจสอบการใช้ตัวแทนอำพราง (Nominee) ของหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่เข้มงวดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในระยะยาวคือการป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนเหล่านี้หลบเลี่ยงไปใช้รูปแบบโครงสร้างนอมินีที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ซึ่งต้องอาศัยการบูรณาการข้อมูลเชิงลึกระหว่าง ปปง. และหน่วยงานกำกับดูแลการประกอบธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น