ศุภจีโต้สนธิ ยันปรับกติกา 8 ธุรกิจไม่ใช่นอมินี
นางศุภจีแจงปรับเกณฑ์ 8 ธุรกิจบริการเพื่อลดขั้นตอนซ้ำซ้อน พร้อมย้ำกรมพัฒนาธุรกิจการค้าคุมเข้มตรวจนอมินีตั้งแต่ 1 ส.ค. 2569

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ศุภจีโต้กระแสข่าวเปิดทางต่างชาติ ยืนยันการปรับกติกาเน้นลดความซ้ำซ้อน
- จำกัดบทบาทกระทรวงพาณิชย์ใน 8 ธุรกิจที่มีหน่วยงานเฉพาะดูแลอยู่แล้ว
- เริ่มคุมเข้มบริษัทเสี่ยงนอมินีตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2569 ต้องแสดงที่มาเงินลงทุน
นางศุภจีออกโรงชี้แจงกรณีการปรับปรุงกฎระเบียบครั้งล่าสุด โดยยืนยันว่าการแก้ไขหลักเกณฑ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นการเปิดช่องหรือผ่อนคลายการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในภาพรวมแต่อย่างใด แต่เป็นมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงขั้นตอนการขออนุญาตใน 8 ประเภทธุรกิจบริการเฉพาะทาง ที่ปัจจุบันมีกฎหมายและหน่วยงานเฉพาะทางกำกับดูแลอยู่แล้ว เพื่อลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงานภาครัฐ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
การปรับเปลี่ยนในครั้งนี้จะช่วยจำกัดบทบาทด้านการอนุญาตของกระทรวงพาณิชย์ในกิจการที่มีหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญดูแลโดยตรง ส่งผลให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านทำหน้าที่กำกับตามกฎหมายได้อย่างเต็มที่ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐในการจัดสรรทรัพยากรไปตรวจสอบกิจการที่มีความเสี่ยงสูงได้อย่างตรงจุดยิ่งขึ้น
การปรับปรุงกฎระเบียบด้านการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในประเทศไทยมักเป็นประเด็นอ่อนไหวที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ของความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการแข่งขันกับผู้ประกอบการท้องถิ่น การที่กระทรวงพาณิชย์ปรับบทบาทไปเน้นการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลเฉพาะด้าน สะท้อนถึงความพยายามในการปรับเปลี่ยนจากระบบราชการแบบรวมศูนย์ไปสู่การกำแบบดูแลเชิงลึกที่อาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความเชื่อมั่นด้วยมาตรการป้องกันนอมินีที่เข้มงวดควบคู่กันไปเพื่อรักษาสมดุลระหว่างการดึงดูดการลงทุนต่างชาติและการคุ้มครองผู้ประกอบการไทย
ในขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ยังดำเนินมาตรการคู่ขนานด้วยการยกระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบกิจการที่มีความเสี่ยงต่อการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางหรือนอมินี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้ช่องว่างทางกฎหมายเข้ามาแข่งขันกับผู้ประกอบการไทยอย่างไม่เป็นธรรม โดยตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เริ่มบังคับให้ผู้ขอจดทะเบียนในกลุ่มเสี่ยงที่มีคนต่างด้าวร่วมลงทุนหรือมีอำนาจลงนามต้องแสดงหลักฐานและชี้แจงที่มาของเงินลงทุนก่อนที่จะได้รับการรับจดทะเบียน
ผลจากการยกระดับการคัดกรองตั้งแต่ต้นทางดังกล่าว ทำให้ในเดือนสิงหาคม 2569 มีบริษัทกลุ่มเสี่ยงยื่นขอจดทะเบียนเพียง 163 ราย ซึ่งลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับจำนวน 894 รายในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของมาตรการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้นในการสกัดกั้นนอมินีตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการยื่นขอจัดตั้งธุรกิจ
"การกล้าปรับเปลี่ยนในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการแก้ไขกฎกระทรวง แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดของภาครัฐ จากการวัดความเข้มแข็งด้วยจำนวนขั้นตอนและอำนาจการอนุญาต ไปสู่การกำกับดูแลที่โปร่งใส รวดเร็ว ตรงจุด และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศไทยในระยะยาว"
นางศุภจี
นางศุภจีกล่าวทิ้งท้ายว่า การปรับเปลี่ยนเชิงนโยบายในครั้งนี้ถือเป็นการพลิกโฉมการทำงานของภาครัฐครั้งสำคัญ จากเดิมที่เคยเน้นวัดความเข้มแข็งผ่านจำนวนขั้นตอนและอำนาจในการอนุมัติอนุญาต ไปสู่รูปแบบการกำกับดูแลที่มีความโปร่งใส รวดเร็ว และแม่นยำ ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว พร้อมทั้งดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพ เทคโนโลยี และองค์ความรู้ใหม่ๆ เข้ามาสู่ประเทศ
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น