ข้ามไปเนื้อหาหลัก

บอร์ดอีวีเคาะโครงสร้างภาษีใหม่ 2026: นำเข้ารถ EV ไร้โรงงานในไทยเจอภาษีแพงขึ้น

บอร์ดอีวีเห็นชอบปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าใหม่เมื่อ 10 ก.ย. 2026 ดันไทยเป็นฐานการผลิตระดับโลก พร้อมเผยยอดจดทะเบียน BEV 7 เดือนแรกพุ่ง 88%

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
12 Sep 2026ที่มา: Techsauce4 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
บอร์ดอีวีเคาะโครงสร้างภาษีใหม่ 2026: นำเข้ารถ EV ไร้โรงงานในไทยเจอภาษีแพงขึ้น

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • บอร์ดอีวีไฟเขียวปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าหนุนการผลิตในประเทศ
  • รถ EV นำเข้าจากต่างประเทศที่ไม่มีโรงงานในไทยเตรียมเจอภาษีสรรพสามิตที่แพงขึ้น
  • ค่ายรถที่ลงทุนตั้งโรงงานและใช้ชิ้นส่วนในไทยมากจะได้อัตราภาษีที่ต่ำลง
  • ตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุดดูแลห่วงโซ่การผลิตยานยนต์สมัยใหม่และสถานีชาร์จ

คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) มีมติเห็นชอบในหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 (ค.ศ. 2026) ภายใต้แนวคิดปรับภาษีตามการสร้างประโยชน์ให้ประเทศ โดยรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศโดยไม่มีโรงงานผลิตในไทยกำลังจะเผชิญกับภาษีสรรพสามิตที่แพงขึ้น ในทางกลับกัน ค่ายรถที่เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานและใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศมากขึ้นจะได้รับอัตราภาษีที่ต่ำลง

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในฐานะกรรมการและเลขานุการบอร์ดอีวี เปิดเผยภายหลังการประชุมที่มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ว่าเป้าหมายหลักของการปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้คือการใช้เป็นกลไกขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนของไทยให้ก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตระดับโลกในทุกเทคโนโลยี โดยโครงสร้างภาษีใหม่จะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก และกำหนดอัตราที่แตกต่างกันตามระดับการลงทุน การผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่มในไทย

โครงสร้างภาษีรูปแบบใหม่นี้มุ่งจูงใจให้ผู้ผลิตขยายฐานการผลิตและเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนสำคัญในไทย แทนการนำรถสำเร็จรูปเข้ามาจำหน่ายเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุดเพื่อขับเคลื่อนนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า ได้แก่ คณะอนุกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์สมัยใหม่และชิ้นส่วน ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน และคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน

Thailand electric vehicle charging station

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

126,950คันยอดจดทะเบียน BEV 7 เดือนแรก 2026
88%อัตราเติบโตเทียบปีก่อน
55%สัดส่วน xEV ของยอดรถใหม่ทั้งหมด

ข้อมูลที่รายงานในที่ประชุมสะท้อนภาพตลาดรถยนต์ไทยที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV หรือ Battery Electric Vehicle) อยู่ที่ 126,950 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 88 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และหากนับรวมกลุ่มรถยนต์ที่ใช้ระบบไฟฟ้าช่วยขับเคลื่อนทั้งหมดหรือ xEV ซึ่งครอบคลุมทั้ง BEV, รถยนต์ไฮบริด (HEV) และรถยนต์ไฮบริดปลั๊กอิน (PHEV) จะมีสัดส่วนรวมกันถึงร้อยละ 55 ของยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ทั้งหมด

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

"การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตครั้งนี้จึงเป็นจังหวะสำคัญในการปรับสมดุลระหว่างการนำเข้าและการลงทุนในประเทศ เพื่อตอกย้ำสถานะฐานการผลิตยานยนต์ระดับโลกที่พร้อมรับทุกเทคโนโลยีแห่งอนาคต"

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ

ในด้านการลงทุน ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ระบุว่าบีโอไอให้การส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและกิจการเกี่ยวเนื่องรวม 189 โครงการ คิดเป็นเงินลงทุนรวม 151,372 ล้านบาท โดยกิจการผลิตแบตเตอรี่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุดที่ 87,073 ล้านบาท รองลงมาคือการผลิตรถยนต์ BEV มูลค่า 38,563 ล้านบาท และการผลิตชิ้นส่วนสำคัญมูลค่า 12,558 ล้านบาท นอกจากนี้ ผู้ผลิตรถยนต์ที่มีฐานการผลิตในไทยอยู่แล้ว เช่น มิตซูบิชิ ฮอนด้า มาสด้า และอีซูซุ ยังมีแผนลงทุนเพิ่มเติมรวมกว่า 50,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่และปรับปรุงสายการผลิตด้วยระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์

การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตตามสัดส่วนการผลิตในประเทศถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่ช่วยปกป้องซัพพลายเชนในประเทศไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการทะลักเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกจากต่างประเทศ พร้อมทั้งบังคับทางอ้อมให้ค่ายรถยนต์ระดับโลกต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างงานให้แก่แรงงานไทย หากต้องการแข่งขันในตลาดระยะยาว

สำหรับความคืบหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐาน โครงการสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนมีแผนติดตั้งหัวจ่ายรวม 23,135 หัวจ่าย ในจำนวนนี้เป็นหัวจ่ายแบบชาร์จเร็ว (Quick Charge) จำนวน 10,249 หัวจ่าย ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 85 ของเป้าหมาย 12,000 หัวจ่ายที่กำหนดไว้ในปี 2573 (ค.ศ. 2030) สะท้อนให้เห็นว่าทั้งฐานการผลิตยานยนต์และโครงสร้างพื้นฐานกำลังพัฒนาควบคู่กันไปอย่างเป็นระบบ

ที่มา: Techsauce

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้