ข้ามไปเนื้อหาหลัก

เจาะลึกสถาปัตยกรรมใต้ดิน: ทำไมการอยู่ใต้ดินถึงให้ความรู้สึกแปลกประหลาด

สำรวจเหตุผลทางจิตวิทยาและสถาปัตยกรรมว่าทำไมการอยู่อาศัยใต้ดิน เช่น บ้านหลุมดิน Loess Plateau หรือผลงานของ Javier Senosiain จึงสร้างความรู้สึกทั้งปลอดภัยและอึดอัดพร้อมกัน

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
12 Sep 2026ที่มา: designboom3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
เจาะลึกสถาปัตยกรรมใต้ดิน: ทำไมการอยู่ใต้ดินถึงให้ความรู้สึกแปลกประหลาด

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • บ้านใต้ดินอย่างดิกเยวียนในจีนและบ้านของ Javier Senosiain ในเม็กซิโกท้าทายการรับรู้พื้นที่อยู่อาศัยแบบเดิม
  • ดินช่วยควบคุมอุณหภูมิภายในบ้านให้คงที่ตลอดฤดูร้อนและฤดูหนาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การขาดแสงธรรมชาติและทิศทางส่งผลโดยตรงต่อความสบายใจทางจิตวิทยาของผู้พักอาศัย
  • ช่องเปิดรับแสงตรงกลางหรือคอร์ทยาร์ดคือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยเชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้

บนที่ราบสูง Loess Plateau ของประเทศจีน บ้านทั้งหลังสามารถซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นดินได้อย่างแนบเนียน สถาปัตยกรรมแบบดิกเยวียน (dikengyuan) เริ่มต้นจากการขุดลานกว้างลงไปใต้ดินหลายเมตร ก่อนจะขยายด้านข้างออกเป็นห้องทรงโค้งที่แกะสลักจากผนังดิน เมื่อมองจากด้านบน ภูมิทัศน์ทางการเกษตรยังคงดำเนินต่อไปเกือบจะไร้รอยต่อ มีเพียงช่องสี่เหลี่ยมที่เป็นลานโล่งมองเห็นท้องฟ้าเท่านั้นที่บอกให้รู้ว่ามีบ้านซ่อนอยู่ข้างล่าง การใช้ชีวิตในรูปแบบนี้สลับมุมมองของพื้นที่อยู่อาศัยที่คุ้นเคย โดยเปลี่ยนดินจากใต้ฝ่าเท้าให้กลายเป็นมวลทางธรณีวิทยาที่โอบรอบตัว

แม้มนุษย์จะอาศัยในลักษณะนี้มานานหลายศตวรรษ แต่พื้นที่ใต้ดินยังคงสร้างความรู้สึกทางจิตวิทยาที่แปลกประหลาด ห้องใต้ดินสามารถสื่อถึงความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว แต่ความลึกเดียวกันนั้นก็สร้างความไม่สบายใจได้เช่นกัน แกสตอง บาชลาร์ (Gaston Bachelard) เคยกล่าวถึงบทบาทของห้องใต้ดินในหนังสือ The Poetics of Space ว่าเป็นพื้นที่เชื่อมโยงกับความมืดและความลึกลับที่อยู่ลึกลงไปใต้ส่วนที่คุ้นเคยของบ้าน ขณะที่รอซาลินด์ วิลเลียมส์ (Rosalind Williams) ใน Notes on the Underground ได้ศึกษาพื้นที่ใต้ดินผ่านวรรณกรรมและโครงสร้างพื้นฐานว่าเป็นทั้งที่หลบภัยและแหล่งกำเนิดความกลัว

modern minimalist contemporary architecture China university campus building exterior

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ในแง่ปฏิบัติ การใช้ชีวิตใต้ดินให้ประโยชน์ที่ชัดเจนมาก ดินสามารถรักษาอุณหภูมิได้เสถียรว่าอากาศ ช่วยลดผลกระทบจากความร้อนจัดในฤดูหนาวและฤดูร้อน เช่นเดียวกับบ้านถ้ำในมาตมาตา ประเทศตูนิเซีย หรือบ้านถ้ำทางตอนใต้ของสเปน ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮ่องกงจึงได้กลับไปศึกษาบ้านดิกเยวียนอีกครั้งผ่านโครงการ Underground House of the Future ที่เมืองซานเหมินเสีย มณฑลเหอนาน โดยเสริมความแข็งแกร่งให้กับห้องดินเดิมด้วยห้องชุดอิฐและเพิ่มช่องแสงธรรมชาติ

การนำสถาปัตยกรรมใต้ดินกลับมาปัดฝุ่นใหม่ในยุคปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์กำลังมองหาวิธีการประหยัดพลังงานและการอยู่อาศัยที่กลมกลืนกับธรรมชาติท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การใช้เทคนิคสมัยใหม่เช่นการพิมพ์ 3 มิติเข้ามาช่วยผสานกับภูมิปัญญาโบราณช่วยให้โครงสร้างมีความมั่นคงขึ้น พร้อมทั้งรักษาจุดเด่นเรื่องการควบคุมอุณหภูมิโดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศมากนัก

องค์ประกอบสำคัญที่ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสถาปัตยกรรมใต้ดินคือช่องเปิดรับแสงสู่ท้องฟ้า บ้านที่สร้างหลบใต้ดินในสกอตส์เดล รัฐแอริโซนา เมื่อปี ค.ศ. 1979 ได้จัดวางห้องต่างๆ รอบคอร์ทยาร์ดกลางแจ้งใต้ทะเลทราย ขณะที่สถาปนิกอย่าง Javier Senosiain ผู้ออกแบบ Organic House ในเม็กซิโกเมื่อปี ค.ศ. 1985 ได้สร้างห้องเฟอร์โรซีเมนต์โค้งใต้เนินหญ้าโดยดึงแสงธรรมชาติและต้นไม้ให้เข้ามาใกล้ชิดกับผนังโค้งภายใน

ที่มา: designboom

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้