StarCraft 2030: การกลับมาในรูปแบบเกมยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่ง
Blizzard ประกาศในงาน BlizzCon ว่าแฟรนไชส์เกมวางแผนระดับตำนาน StarCraft จะกลับมาอีกครั้งในปี 2030 ในรูปแบบเกมยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่งแบบโอเพนเวิลด์

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Blizzard ประกาศชุบชีวิตแฟรนไชส์ StarCraft ในงาน BlizzCon
- เกมภาคใหม่กำหนดวางจำหน่ายในปี 2030 ในรูปแบบเกมยิงโอเพนเวิลด์
- เปลี่ยนแนวจากเกมวางแผนกลยุทธ์แบบเรียลไทม์ (RTS) สู่เกมยิงแอ็กชัน
- เนื้อเรื่องในตัวอย่างมุ่งเน้นไปที่ฝ่าย United Earth Directorate และเผ่า Zerg
หลังจากที่แฟนเกมต้องรอคอยมานานนับทศศวรรษนับตั้งแต่ชุดเสริมตัวสุดท้ายของ StarCraft II ในที่สุดทาง Blizzard ก็ตัดสินใจปลุกชีพแฟรนไชส์เกมวางแผนแนวไซไฟระดับตำนานนี้ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยการประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นโดย Dan Hay รองประธานของ Blizzard ภายในงาน BlizzCon ที่จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับเหล่าเกมเมอร์ทั่วโลกเป็นอย่างมาก
การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่การสานต่อเกมแนววางแผนกลยุทธ์แบบเรียลไทม์ (RTS) แบบที่แฟน ๆ คุ้นเคย แต่เป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่นครั้งใหญ่ให้กลายเป็นเกมยิงแนวโอเพนเวิลด์ (Open-world Shooter) โดยใช้ชื่อเกมสั้น ๆ ว่า StarCraft ซึ่งถือเป็นการสานต่อความตั้งใจเดิมของบริษัทหลังจากที่โปรเจกต์เกมยิงมุมมองบุคคลที่สามอย่าง StarCraft: Ghost เคยถูกพัฒนาขึ้นในปี 2002 ก่อนจะถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการโดย Mike Morhaime อดีตประธานของ Blizzard ในปี 2014 หลังจากประสบปัญหาในการพัฒนามายาวนาน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
การเปลี่ยนผ่านจากเกมวางแผนการรบแบบดั้งเดิมมาเป็นเกมยิงแบบโอเพนเวิลด์ถือเป็นเดิมพันครั้งใหญ่ของ Blizzard เนื่องจากฐานแฟนคลับดั้งเดิมผูกพันกับระบบการเล่นแบบ RTS มาอย่างยาวนานตั้งแต่ภาคแรกในปี 1998 การตัดสินใจนี้จึงอาจดึงดูดกลุ่มผู้เล่นหน้าใหม่ที่ชื่นชอบเกมแอ็กชัน แต่อาจต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ตัวเองกับกลุ่มผู้เล่นฮาร์ดคอร์ที่ยังคงคาดหวังภาคต่อที่แท้จริงของ StarCraft II
ภายในงานดังกล่าว ทางค่ายได้มีการเผยแพร่ตัวอย่างภาพยนตร์ (Cinematic Trailer) ความยาว 3 นาที ซึ่งเน้นบอกเล่าเรื่องราวของฝ่ายมนุษย์ United Earth Directorate (UED) ที่กำลังเตรียมความพร้อมเพื่อเผชิญหน้ากับกองทัพเอเลี่ยน Zerg ส่วนเผ่า Protoss นั้นถูกกล่าวถึงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ตัวอย่างดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายและบรรยากาศที่ดาร์กของสงคราม โดยตัวละครเอกที่ผู้ชมได้ติดตามมาตลอดในตัวอย่างต้องเผชิญกับความจริงอันโหดร้ายของการเป็นเพียงฟันเฟืองราคาถูกในเครื่องจักรสงคราม
แม้ว่าแฟนเกมหลายคนจะตื่นเต้นกับการฟื้นคืนชีพของแฟรนไชส์นี้ แต่กลุ่มผู้เล่นที่ชื่นชอบแนวทางเดิมก็ยังคงมีความกังวลและรอดูท่าทีว่า Blizzard จะสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่คุ้มค่ากับการรอคอยยาวนานถึงทศวรรษได้หรือไม่ หลังจากที่ซีรีส์นี้ถูกปล่อยให้หลับใหลไปนานนับสิบปีนับตั้งแต่การวางจำหน่ายชุดเสริมสุดท้ายเมื่อปี 2010
ที่มา: The Verge
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น